ป่าไม้ต้องห้าม แนวทางอันแยบคายในการอนุรักษ์ป่าของชาวปวาเกอญอ

March 8th, 2011

ฉบับที่  1 เดือนมกราคม 2554 ป่าสนวัดจันทร์ จังหวัดเชียงใหม่
สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้

 

ชาวปวาเกอญอนั้นมีความเชื่อในเรื่องของผี เช่น ผีน้ำ ผีป่า ผีภูเขา เป็นต้น ซึ่งความเชื่อดังกล่าวเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของชาวปวาเกอญอเป็นอย่างมาก ในเรื่องของการอนุรักษ์ป่า ชาวปวาเกอญอก็มีแนวทางอันแยบคายในการอนุรักษ์ป่าดังนี้

  1. ห้ามตัดไม้ 2 ง่าม เมื่อตัดแล้วจะมีอันเป็นไป
  2. ห้ามตัดไม้ที่มีเถาวัลย์ เมื่อตัดแล้วนำไปสร้างบ้านจะทะเลาะกันระหว่างสามีและภรรยา
  3. ห้ามตัดไม้ขุนห้วย มิฉะนั้นน้ำในหนองจะแห้ง
  4. ห้ามตัดไม้ ในหนองน้ำกลางป่า จะทำให้น้ำแห้งเช่นกัน
  5. ห้ามตัดไม้ยอดด้วน เมื่อตัดไปแล้วจะเกิดเหตุไม่ดีหลายอย่าง เช่น ถ้านำไปสร้างบ้านคนที่อาศัยอายุจะไม่ยืน
  6. ห้ามตัดไม้ที่น้ำออกจากรู เชื่อกันว่าผีน้ำจะหนี ทำให้น้ำแห้ง
  7. ห้ามตัดไม้บริเวณดอย 3 เส้า มิฉะนั้นจะมีอันเป็นไป
  8. ห้ามตัดไม้ช่องลม (บริเวณที่มีลมพัดผ่าน) มิฉะนั้นจะมีอันเป็นไป
  9. ห้ามตัดไม้ในป่าช้า ถ้าตัดไม้บริเวณนั้นแล้ว วิญาณจะไม่มีที่อยู่ และวิญญาณเหล่านั้นจะมารบกวนคนที่อยู่ในหมู่บ้าน ทำให้ไม่สงบสุข
  10. ห้ามตัดไม้บนดอยงาช้าง (บนดอยที่มีห้วย 2 สายไหลลงมารวมกันเป็น 1 สาย)
  11. ห้ามตัดไม้ในป่าสะดือ
  12. ห้ามตัดไม้บริเวณสะดือป่า (เป็นบริเวณยอดเขาตรงกลางของหลายๆลูก) ภาษาปาเกอะญอ เรียกว่า ดิมเบอะ แปลว่ากบภูเขา ลักษณะเหมือนกบภูเขาที่กำลังกกลูก ถ้าตัดแล้วจะมีอันเป็นไป
  13. ห้ามตัดไม้ในป่า ปะโล๊ะ เป็นป่าที่ฝากของให้กับคนที่ตายไปแล้ว

 

แนวทางและข้อห้ามดังกล่าวของชาวปวาเกอญอ ทำให้ชาวปวาเกอญอมีป่าและสามารถอยู่ร่วมกับ

ป่าได้อย่างมีความสุข ตราบใดที่ความเชื่อเรื่องผียังคงอยู่ ป่าของชาวปวาเกอญอก็จะยังคงอยู่

ป่ามีผึ้งยัง

March 8th, 2011

ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม 2554  ป่าเขาเขียว จ.สุโขทัย
สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้

พ่อประจวบ ศรีมาลัย

ผึ้งเป็นแมลงที่ช่วยขยายพันธุ์ไม้และดอกไม้ โดยการนำเกสรตัวผู้ไปผสมกับเกสรตัวเมีย ซึ่งเรียกว่าการผสมเกสร และน้ำผึ้งในรังใหญ่นั้นคือ น้ำหวานที่ผึ้งเก็บจากเกสรดอกไม้นั่นเอง

พ่อประจวบ ศรีมาลัย หรือที่ชาวบ้านบ้านภูหีบ จังหวัดสุโขทัยเรียกกันว่า พ่อบวบ  เป็นชาวไร่ ชาวนา และหาอยู่หากินกับป่าเขาเขียวมายาวนาน พ่อบวบเล่าเรื่องผึ้งให้ฟังว่า  แต่ก่อนนั้น ในป่ามีต้นไม้ใหญ่หลายต้นและดอกไม้ป่าเต็มผืนป่า  มีรังผึ้งมากมายและรังใหญ่มาก เพราะผึ้งเก็บน้ำหวานจากเกสรดอกไม้เหล่านั้น เมื่อจะเก็บหัวน้ำ(น้ำผึ้ง) แต่ละครั้งนั้นต้องตอกทอยขึ้นไปเนื่องจากต้นไม้สูง เรียกว่า ตอกทอยตีผึ้ง หนึ่งรังได้น้ำผึ้งถึง 4 หรือ 5 ขวด ขายได้ราคาขวดละ 60 บาท แต่ทุกวันนี้ไม่ได้ตอกทอยตีผึ้งแล้ว เพราะผึ้งทำรังอยู่บนต้นไม้เล็ก การเก็บหัวน้ำนั้นจะใช้วิธีคบไฟ (รมควันไฟ) โดยนำกิ่งไม้ ใบไม้ที่แห้งแล้วกองไว้รอบต้นไม้ที่มีรังผึ้งอยู่แล้วจุดไฟเผา จากนั้นนำใบไม้สดวางทับอีกทีเพื่อให้เกิดควัน พอผึ้งได้กลิ่นควันไฟ   ก็บินหนีไป จึงเก็บรังผึ้งได้ แต่ผึ้งหนึ่งรังจะได้น้ำผึ้งเพียง 1 หรือ 2 ขวดเท่านั้น และขายได้ราคาขวดสูงขึ้นขวดละ 300 บาท  ที่เป็นเช่นนี้เพราะต้นไม้และดอกไม้ป่าลดลง เนื่องจากพื้นที่บางส่วนกลายเป็นไร่มันสำปะหลัง ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็อาชีพหลักของชาวบ้านบ้านภูหีบ

ผึ้งกับป่าต่างพึ่งพาอาศัยกัน ป่าต้องการผึ้งช่วยผสมเกสรเพื่อขยายพันธุ์ไม้  ผึ้งต้องการน้ำหวานจากต้นไม้และดอกไม้ในป่า  “ป่ามีผึ้งจึงยังอยู่” ผึ้งจึงเป็นตัวชี้วัดการเปลี่ยนแปลงของป่าได้

วีดิทัศน์แนะนำพื้นที่ดำเนินงานของโครงการอนุรักษ์ฯ ปี2554

March 5th, 2011

หิ่งห้อยกลางดง

March 4th, 2011

ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม 2554  ป่าบ้านบ่อทอง จ. ชัยภูมิ
สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้

 

“ในที่ที่มืดที่สุด แม้เพียงแสงหิ่งห้อย ก็สว่างพอที่จะมีชีวิตอยู่ให้ผ่านพ้นค่ำคืนที่มืดมิด” คนที่ผ่านการดำรงชีวิตในป่าคงซาบซึ้งถึงข้อความข้างต้น สำหรับคนที่ปัญหาชีวิตรุมเร้า ทางเดินของชีวิตมืดมน ทางออกเพียงเล็กน้อย ริบหรี่เท่าแสงหิ่งห้อย ก็สว่างไสวยิ่งนัก

                  ดังเรื่องราวที่เกิดขึ้น ณ บ้านป่าเทือกเขาพระยาฝ่อ ตำบลถ้ำวัวแดง อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ ปัญหาเรื่องที่ดินและป่าไม้ของชาวบ้าน หมักหมมเป็นดินพอกหางหมูมานานเท่านาน ราชการกับชาวบ้านเป็นปฏิปักษ์กันตลอดเวลา ชาวบ้านบอกว่า ตัวเองเป็นผู้บุกเบิกป่าดง เมื่อรัฐบาลส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกพืชเศรษฐกิจ ชาวบ้านถางป่าปลูกพืชเชิงเดี่ยวสนับสนุนนโยบายส่งออกสินค้านำเงินตราเข้าประเทศ ในขณะที่ราชการมองว่าชาวบ้านเป็นผู้บุกรุกป่าไม้ การมองเหตุแห่งปัญหาต่างกันส่งผลให้การจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ ขาดประสิทธิภาพ แต่โชคดีของตำบลถ้ำวัวแดง ที่มีครูบ้านนอกเป็นผู้นำทางความคิดให้กับชาวบ้าน และเป็นท้าวมาลีวราชเจรจาว่าความระหว่างชาวบ้านกับราชการ

                 ครูคนนั้นคือ ครูเสริม พลเสนา ภูมิลำเนาจากอำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ สอบบรรจุเข้ารับราชการครูครั้งแรกที่โรงเรียนบ้านบ่อทอง ตำบลถ้ำวัวแดง อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ เมื่อปี พ.ศ.2517  และตั้งหลักแหล่งอยู่อาศัยที่นั่น ด้วยมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและช่วยเหลือคนในถิ่นกันดาร ครูเสริมเล่าว่า ช่วงนั้นทั้งโรงเรียนมีครูเพียงคนเดียวต้องสอนหนังสือ ดูแลความเป็นอยู่นักเรียน อีกทั้งเป็นที่ปรึกษาปัญหาชีวิตให้เด็กนักเรียนและผู้ปกครอง ตัวอย่างหนึ่งที่ครูจำได้ดี คือ มีลูกศิษย์ผู้หญิงตั้งครรภ์ขณะที่เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งเป็นปัญหาที่หนักมากแต่ครูเสริมก็หาทางออกโดยให้ลูกศิษย์เรียนต่อจนจบชั้นม.3 และจัดการแต่งงานให้ เด็กหญิงคนนั้นจึงมีชีวิตปกติสุขสืบมา

                  บทบาทด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของครูเสริม ที่สำคัญคือ ช่วยเหลือเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าตะเบาะ-ป่าห้วยใหญ่ พูดคุยกับชาวบ้าน  ครูเสริมเล่าว่า เทือกเขาพระยาฝ่อเพี้ยนมาจาก เขาพระยาพ่อแล แต่เดิมชาวบ้านทำการเกษตรอยู่บนเขากลางป่า พื้นที่บริเวณนั้นเป็นแหล่งต้นน้ำ ลำน้ำเจา ลำน้ำเจียง สาขาของลุ่มน้ำชี ราวปี พ.ศ.2534 ราชการประกาศเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ต้องการย้ายชาวบ้านออกจากกลางป่า ครูเสริมรับหน้าที่ประสานงานระหว่างชาวบ้านที่อาศัยบนเขากับเจ้าหน้าที่ป่าไม้  ด้วยวิธีเจรจาข้อตกลงกับชาวบ้านให้ย้ายลงทำกินในที่ราบ ราชการจัดสรรที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยให้ พร้อมบริการรถขนส่งบ้านที่รื้อและเครื่องใช้ทั้งหมด การดำเนินการจนเสร็จภารกิจจะไม่ใช้กฏหมายและกำลังบังคับชาวบ้าน  ความสำเร็จครั้งนั้นเป็นความภาคภูมิใจถึงวันนี้

                เมื่อคราวเกิดการสู้รบทางความคิดลัทธิคอมมิวนิสต์ จนนักศึกษาบางคนเข้าป่าต่อสู้กับรัฐ ป่าบริเวณนี้เป็นพื้นที่จรยุทธ์ของสหายในกลุ่ม นายแพทย์พลเดช ปิ่นประทีป ครูเสริมต้องเผชิญความหวาดระแวงจากราชการว่าเป็นพรรคพวกสหาย ฝ่ายคอมมิวนิสต์ระแวงว่าครูเสริมเป็นสายให้รัฐบาล ครูต้องใช้ความอดทนสูงมาก จึงรอดพ้นจากข้อกล่าวหาดังกล่าว ความอดทนและความเป็นผู้นำของครูเสริมส่งผลให้เมื่อเกษียณอายุราชการ ครูเสริม พลเสนา ได้รับการเลือกตั้งเป็น นายก อบต.ถ้ำวัวแดงต่อมา

                คุณธรรมของครูเสริม พลเสนา คือความเสียสละ เป็นครูอยู่ในถิ่นธุรกันดารตลอดเวลาไม่แย่งตำแหน่งในเมืองกับเพื่อนครู เต็มใจช่วยเหลือนักเรียนและผู้ปกครอง และช่วยเหลือราชการนำชาวบ้านลงจากภูเขาเขตป่าอนุรักษ์ คุณธรรมข้อต่อมาคือความอดทน ต่อข้อกล่าวหาของฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายสหายคอมมิวนิสต์ คุณธรรมอีกประการหนึ่งคือความไม่โลภ จับจองที่ดินป่าไม้เป็นของส่วนตัวในเมื่อตัวเองมีโอกาสทำได้  ในยามที่ชาวบ้านไร้ที่พึ่งถูกรังแก ครูเสริมเป็นผ้าเช็ดหน้าคอยซับน้ำตา  เมื่อราชการประสบปัญหาครูเสริม คือเพื่อนคู่คิด อาจเปรียบครูเสริมได้กับ “แสงหิ่งห้อย” ที่เปล่งรัศมีเจิดจ้านำพาท้องถิ่นท่ามกลางหุบเขาป่าใหญ่ ให้ผ่านพ้นความมืดมิด ทั้งนี้แสงแห่งความดีของครูเสริมยังส่องให้ความหลากหลายทางชีวภาพบนเทือกเขาพระยาฝ่อลดอัตราการสูญเสียได้อย่างเอนกอนันต์

 

                                                      ครูเสริม  พลเสนา                                                                           สัมภาษณ์ครู เสริม พลเสนา
                                                   นายก.อบต.ถ้ำวัวแดง                                                                          ณ ที่ทำการ อบต.ถ้ำวัวแดง

           สภาพเทือกเขาพระยาฝ่อและลำน้ำเจียง

ปางบุญ ปางบาป: ต้นไม้ใหญ่ในผืนป่าเมี่ยง

March 3rd, 2011

ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม 2554 ป่าห้วยหลวง จังหวัดน่าน
สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้

เมื่อปลายเดือนธันวาคมทางทีมงานของกรมป่าไม้ ได้เข้าไปสำรวจพื้นที่ป่าห้วยหลวง  โดยมีครูเด่น    นายพงศร มีวาสนา หัวหน้าศูนย์ กศน.ตำบลเรือง พ่อผาย และคุณชานนท์ สมาชิกกลุ่มเรืองรักษ์ป่าเป็นผู้นำสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพ ท้องที่ป่าห้วยหลวง บ้านศรีนาป่าน ตำบลเรือง อำเภอเมือง จังหวัดน่าน ซึ่งครั้งนี้ทีมงานได้เข้าไปสำรวจแปลงตัวอย่างที่ได้วางไว้ว่าโดยรวมมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง

อีกทั้งชาวบ้านได้ทำกิจกรรมนี้อยู่ในแนวเขตป่าห้วยหลวง ที่เป็นการรวมตัวกันระหว่างชาวบ้านที่อนุรักษ์ พื้นที่ “ป่าห้วยหลวง”  ซึ่งชาวบ้านในแถบนี้ได้ใช้ประโยชน์จากป่าและร่วมกันดูแลรักษาป่าผืนนี้อยู่แล้วโดยมีการรวมตัวของกลุ่มคนมีชื่อว่า  “เรืองรักษ์ป่า” ระหว่างการเดินทางสำรวจป่าห้วยหลวง  ได้พบพืชพื้นล่างจำพวก มอส เฟิร์น และไม้ใหญ่เช่น จันไห้ป่า  ตะเคียนทอง ด้านแมลง พบตัวด้วง  มวนแดง  จิงโจ้น้ำ  ต่อ  แตน  แมงมุม ด้านเห็ดรา พบเห็ดกระด้าง เห็ดขอนไม้ เห็ดหูหนู ด้านไลเคน พบเป็นจำนวนบนต้นไม้ และก้อนหิน

นอกจากนั้นยังมีตำนาน “ปางบุญปางบาป”เป็นเรื่องเล่าที่มาจากต้นไฮ ที่อยู่ระหว่างเส้นทางเดินเที่ยวชมสวนเกษตรป่าเมี่ยง ณ พื้นที่ป่าห้วยหลวง ซึ่งเป็นตำนานที่เล่าสืบต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ลูกหลานบ้านศรีนาป่านมักจะเล่าตำนานนี้ให้กับคนที่เข้าไปศึกษาเส้นทางป่าเมี่ยง ณ พื้นที่ป่าห้วยหลวง ได้รับฟังกันอยู่เป็นประจำว่า

“มีต้นไม้ใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง รอบลำต้นจะมีต้นไฮเกาะอยู่ ต้นไฮนี้จะเลี้ยงตัวเองโดยอาศัยต้นไม้ใหญ่ในการหาอาหารมาเลี้ยงลำต้น เมื่อเวลาผ่านไปต้นไฮเริ่มเติบใหญ่ขึ้นมา ก็จะเริ่มรัดต้นไม้ที่ตัวเองเกาะอาศัยอยู่จนต้นไม้ต้นนั้นแห้งตายไปในที่สุด ส่วนต้นไฮก็จะผลิดอกออกผลให้เป็นอาหารสำหรับสัตว์น้อยใหญ่ที่อยู่ในป่านั้นได้มาเก็บกินกันต่อไป จึงเรียกตำนานนี้ว่า “ปางบุญปางบาป” หรือ “ลูกแก่ แม่ตาย” โดยเปรียบต้นไฮ เป็นลูก และต้นไม้ที่ต้นไฮไปเกาะอยู่ เป็นแม่

“ปางบุญ” คือหลังจากที่ต้นไม้แม่ตายแล้ว ต้นไฮจะออกลูกออกผลให้กับสัตว์อื่นได้มาเก็บกินเพื่อทำคุณไถ่โทษให้กับตัวเองที่ฆ่าแม่ตาย

“ปางบาป” คือ ต้นไฮได้อาศัยต้นไม้แม่หากิน พอต้นไฮเติบโตขึ้นมาก็รัดต้นไม้ที่เกาะอาศัยอยู่ตายเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด”

ตำนาน “ปางบุญปางบาป” นี้อีกนัยหนึ่งของการเล่า บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของสภาพป่าของบ้านศรีนาป่าน ที่มีทั้งต้นไม้น้อยใหญ่ และสัตว์ที่พึ่งพิงอิงอาศัยซึ่งกันและกัน

ต้นไฮหลวง                                      ร่วมแลกเปลี่ยนระหว่างการสำรวจ

เดินสำรวจพื้นที่ป่าเขาหลวง