หิ่งห้อยกลางดง

March 4th, 2011

ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม 2554  ป่าบ้านบ่อทอง จ. ชัยภูมิ
สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้

 

“ในที่ที่มืดที่สุด แม้เพียงแสงหิ่งห้อย ก็สว่างพอที่จะมีชีวิตอยู่ให้ผ่านพ้นค่ำคืนที่มืดมิด” คนที่ผ่านการดำรงชีวิตในป่าคงซาบซึ้งถึงข้อความข้างต้น สำหรับคนที่ปัญหาชีวิตรุมเร้า ทางเดินของชีวิตมืดมน ทางออกเพียงเล็กน้อย ริบหรี่เท่าแสงหิ่งห้อย ก็สว่างไสวยิ่งนัก

                  ดังเรื่องราวที่เกิดขึ้น ณ บ้านป่าเทือกเขาพระยาฝ่อ ตำบลถ้ำวัวแดง อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ ปัญหาเรื่องที่ดินและป่าไม้ของชาวบ้าน หมักหมมเป็นดินพอกหางหมูมานานเท่านาน ราชการกับชาวบ้านเป็นปฏิปักษ์กันตลอดเวลา ชาวบ้านบอกว่า ตัวเองเป็นผู้บุกเบิกป่าดง เมื่อรัฐบาลส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกพืชเศรษฐกิจ ชาวบ้านถางป่าปลูกพืชเชิงเดี่ยวสนับสนุนนโยบายส่งออกสินค้านำเงินตราเข้าประเทศ ในขณะที่ราชการมองว่าชาวบ้านเป็นผู้บุกรุกป่าไม้ การมองเหตุแห่งปัญหาต่างกันส่งผลให้การจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ ขาดประสิทธิภาพ แต่โชคดีของตำบลถ้ำวัวแดง ที่มีครูบ้านนอกเป็นผู้นำทางความคิดให้กับชาวบ้าน และเป็นท้าวมาลีวราชเจรจาว่าความระหว่างชาวบ้านกับราชการ

                 ครูคนนั้นคือ ครูเสริม พลเสนา ภูมิลำเนาจากอำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ สอบบรรจุเข้ารับราชการครูครั้งแรกที่โรงเรียนบ้านบ่อทอง ตำบลถ้ำวัวแดง อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ เมื่อปี พ.ศ.2517  และตั้งหลักแหล่งอยู่อาศัยที่นั่น ด้วยมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและช่วยเหลือคนในถิ่นกันดาร ครูเสริมเล่าว่า ช่วงนั้นทั้งโรงเรียนมีครูเพียงคนเดียวต้องสอนหนังสือ ดูแลความเป็นอยู่นักเรียน อีกทั้งเป็นที่ปรึกษาปัญหาชีวิตให้เด็กนักเรียนและผู้ปกครอง ตัวอย่างหนึ่งที่ครูจำได้ดี คือ มีลูกศิษย์ผู้หญิงตั้งครรภ์ขณะที่เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งเป็นปัญหาที่หนักมากแต่ครูเสริมก็หาทางออกโดยให้ลูกศิษย์เรียนต่อจนจบชั้นม.3 และจัดการแต่งงานให้ เด็กหญิงคนนั้นจึงมีชีวิตปกติสุขสืบมา

                  บทบาทด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของครูเสริม ที่สำคัญคือ ช่วยเหลือเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าตะเบาะ-ป่าห้วยใหญ่ พูดคุยกับชาวบ้าน  ครูเสริมเล่าว่า เทือกเขาพระยาฝ่อเพี้ยนมาจาก เขาพระยาพ่อแล แต่เดิมชาวบ้านทำการเกษตรอยู่บนเขากลางป่า พื้นที่บริเวณนั้นเป็นแหล่งต้นน้ำ ลำน้ำเจา ลำน้ำเจียง สาขาของลุ่มน้ำชี ราวปี พ.ศ.2534 ราชการประกาศเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ต้องการย้ายชาวบ้านออกจากกลางป่า ครูเสริมรับหน้าที่ประสานงานระหว่างชาวบ้านที่อาศัยบนเขากับเจ้าหน้าที่ป่าไม้  ด้วยวิธีเจรจาข้อตกลงกับชาวบ้านให้ย้ายลงทำกินในที่ราบ ราชการจัดสรรที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยให้ พร้อมบริการรถขนส่งบ้านที่รื้อและเครื่องใช้ทั้งหมด การดำเนินการจนเสร็จภารกิจจะไม่ใช้กฏหมายและกำลังบังคับชาวบ้าน  ความสำเร็จครั้งนั้นเป็นความภาคภูมิใจถึงวันนี้

                เมื่อคราวเกิดการสู้รบทางความคิดลัทธิคอมมิวนิสต์ จนนักศึกษาบางคนเข้าป่าต่อสู้กับรัฐ ป่าบริเวณนี้เป็นพื้นที่จรยุทธ์ของสหายในกลุ่ม นายแพทย์พลเดช ปิ่นประทีป ครูเสริมต้องเผชิญความหวาดระแวงจากราชการว่าเป็นพรรคพวกสหาย ฝ่ายคอมมิวนิสต์ระแวงว่าครูเสริมเป็นสายให้รัฐบาล ครูต้องใช้ความอดทนสูงมาก จึงรอดพ้นจากข้อกล่าวหาดังกล่าว ความอดทนและความเป็นผู้นำของครูเสริมส่งผลให้เมื่อเกษียณอายุราชการ ครูเสริม พลเสนา ได้รับการเลือกตั้งเป็น นายก อบต.ถ้ำวัวแดงต่อมา

                คุณธรรมของครูเสริม พลเสนา คือความเสียสละ เป็นครูอยู่ในถิ่นธุรกันดารตลอดเวลาไม่แย่งตำแหน่งในเมืองกับเพื่อนครู เต็มใจช่วยเหลือนักเรียนและผู้ปกครอง และช่วยเหลือราชการนำชาวบ้านลงจากภูเขาเขตป่าอนุรักษ์ คุณธรรมข้อต่อมาคือความอดทน ต่อข้อกล่าวหาของฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายสหายคอมมิวนิสต์ คุณธรรมอีกประการหนึ่งคือความไม่โลภ จับจองที่ดินป่าไม้เป็นของส่วนตัวในเมื่อตัวเองมีโอกาสทำได้  ในยามที่ชาวบ้านไร้ที่พึ่งถูกรังแก ครูเสริมเป็นผ้าเช็ดหน้าคอยซับน้ำตา  เมื่อราชการประสบปัญหาครูเสริม คือเพื่อนคู่คิด อาจเปรียบครูเสริมได้กับ “แสงหิ่งห้อย” ที่เปล่งรัศมีเจิดจ้านำพาท้องถิ่นท่ามกลางหุบเขาป่าใหญ่ ให้ผ่านพ้นความมืดมิด ทั้งนี้แสงแห่งความดีของครูเสริมยังส่องให้ความหลากหลายทางชีวภาพบนเทือกเขาพระยาฝ่อลดอัตราการสูญเสียได้อย่างเอนกอนันต์

 

                                                      ครูเสริม  พลเสนา                                                                           สัมภาษณ์ครู เสริม พลเสนา
                                                   นายก.อบต.ถ้ำวัวแดง                                                                          ณ ที่ทำการ อบต.ถ้ำวัวแดง

           สภาพเทือกเขาพระยาฝ่อและลำน้ำเจียง

ปางบุญ ปางบาป: ต้นไม้ใหญ่ในผืนป่าเมี่ยง

March 3rd, 2011

ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม 2554 ป่าห้วยหลวง จังหวัดน่าน
สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้

เมื่อปลายเดือนธันวาคมทางทีมงานของกรมป่าไม้ ได้เข้าไปสำรวจพื้นที่ป่าห้วยหลวง  โดยมีครูเด่น    นายพงศร มีวาสนา หัวหน้าศูนย์ กศน.ตำบลเรือง พ่อผาย และคุณชานนท์ สมาชิกกลุ่มเรืองรักษ์ป่าเป็นผู้นำสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพ ท้องที่ป่าห้วยหลวง บ้านศรีนาป่าน ตำบลเรือง อำเภอเมือง จังหวัดน่าน ซึ่งครั้งนี้ทีมงานได้เข้าไปสำรวจแปลงตัวอย่างที่ได้วางไว้ว่าโดยรวมมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง

อีกทั้งชาวบ้านได้ทำกิจกรรมนี้อยู่ในแนวเขตป่าห้วยหลวง ที่เป็นการรวมตัวกันระหว่างชาวบ้านที่อนุรักษ์ พื้นที่ “ป่าห้วยหลวง”  ซึ่งชาวบ้านในแถบนี้ได้ใช้ประโยชน์จากป่าและร่วมกันดูแลรักษาป่าผืนนี้อยู่แล้วโดยมีการรวมตัวของกลุ่มคนมีชื่อว่า  “เรืองรักษ์ป่า” ระหว่างการเดินทางสำรวจป่าห้วยหลวง  ได้พบพืชพื้นล่างจำพวก มอส เฟิร์น และไม้ใหญ่เช่น จันไห้ป่า  ตะเคียนทอง ด้านแมลง พบตัวด้วง  มวนแดง  จิงโจ้น้ำ  ต่อ  แตน  แมงมุม ด้านเห็ดรา พบเห็ดกระด้าง เห็ดขอนไม้ เห็ดหูหนู ด้านไลเคน พบเป็นจำนวนบนต้นไม้ และก้อนหิน

นอกจากนั้นยังมีตำนาน “ปางบุญปางบาป”เป็นเรื่องเล่าที่มาจากต้นไฮ ที่อยู่ระหว่างเส้นทางเดินเที่ยวชมสวนเกษตรป่าเมี่ยง ณ พื้นที่ป่าห้วยหลวง ซึ่งเป็นตำนานที่เล่าสืบต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ลูกหลานบ้านศรีนาป่านมักจะเล่าตำนานนี้ให้กับคนที่เข้าไปศึกษาเส้นทางป่าเมี่ยง ณ พื้นที่ป่าห้วยหลวง ได้รับฟังกันอยู่เป็นประจำว่า

“มีต้นไม้ใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง รอบลำต้นจะมีต้นไฮเกาะอยู่ ต้นไฮนี้จะเลี้ยงตัวเองโดยอาศัยต้นไม้ใหญ่ในการหาอาหารมาเลี้ยงลำต้น เมื่อเวลาผ่านไปต้นไฮเริ่มเติบใหญ่ขึ้นมา ก็จะเริ่มรัดต้นไม้ที่ตัวเองเกาะอาศัยอยู่จนต้นไม้ต้นนั้นแห้งตายไปในที่สุด ส่วนต้นไฮก็จะผลิดอกออกผลให้เป็นอาหารสำหรับสัตว์น้อยใหญ่ที่อยู่ในป่านั้นได้มาเก็บกินกันต่อไป จึงเรียกตำนานนี้ว่า “ปางบุญปางบาป” หรือ “ลูกแก่ แม่ตาย” โดยเปรียบต้นไฮ เป็นลูก และต้นไม้ที่ต้นไฮไปเกาะอยู่ เป็นแม่

“ปางบุญ” คือหลังจากที่ต้นไม้แม่ตายแล้ว ต้นไฮจะออกลูกออกผลให้กับสัตว์อื่นได้มาเก็บกินเพื่อทำคุณไถ่โทษให้กับตัวเองที่ฆ่าแม่ตาย

“ปางบาป” คือ ต้นไฮได้อาศัยต้นไม้แม่หากิน พอต้นไฮเติบโตขึ้นมาก็รัดต้นไม้ที่เกาะอาศัยอยู่ตายเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด”

ตำนาน “ปางบุญปางบาป” นี้อีกนัยหนึ่งของการเล่า บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของสภาพป่าของบ้านศรีนาป่าน ที่มีทั้งต้นไม้น้อยใหญ่ และสัตว์ที่พึ่งพิงอิงอาศัยซึ่งกันและกัน

ต้นไฮหลวง                                      ร่วมแลกเปลี่ยนระหว่างการสำรวจ

เดินสำรวจพื้นที่ป่าเขาหลวง

บวชป่ากับคน 3 วัย

March 3rd, 2011

ฉบับที่ 1  เดือนมกราคม 2554 ป่าห้วยผักห้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน
สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้

 

จากการลงพื้นที่เยี่ยมเยียนหมู่บ้านหัวปอน อำเภอขุนยวมที่มีการสำรวจสิ่งมีชีวิตจากปีที่ผ่านมาพบว่าความหลากหลายของพืชพรรณ สัตว์ แมลง ฯลฯนั้นยังคงสภาพเช่นเดิม ชุมชนยังคงดำเนินชีวิตไปตามปกติ การดำรงชีวิตเรียบง่ายของชุมชน ในวันที่ทีมภาคเหนือได้ลงพื้นที่นั้น ชาวบ้านปวาเกอญอได้มีพิธีการบวชป่า โดยเชิญท่านนายอำเภอขุนยวม มาเป็นประธานเปิดงาน โดยต้นไม้ใหญ่ที่ใช้เป็นหลักในการทำพิธีนั้น มีความสูงใหญ่ โดดเด่น เป็นร่มเงา และยังเป็นที่ยึดเกาะของพืชพรรณไม้เล็กๆที่อยู่บริเวณลำต้น หากมองสูงขึ้นไปก็จะพบเอื้อง กล้วยไม้ เฟิร์นชนิดต่างๆ นอกจากความหลากหลายของพืชพรรณไม้ป่า ในงานพิธีครั้งนี้ ยังพบความหลากหลายของวัยที่เข้ามาร่วมงาน มีทั้งเด็ก  วัยกลางคน และคนชรา ที่เข้ามา ร่วมแรงร่วมใจในการขับเคลื่อนพิธีบวชป่าในครั้งนี้

 

                                                                                               นายอำเภอเป็นประธานในพิธีบวชป่า

ส่วนวัยเด็ก ที่ได้เข้าร่วมพิธีนั้น ได้เห็นผู้ใหญ่ที่เสียสละเวลาและกำลัง เพื่อมาร่วมงานบวชป่า   อีกทั้งยังมีจัดการแสดงของนักเรียน และเวทีเสวนา นอกจากนี้พ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยที่มาเข้าร่วมพิธีบวชป่า  ต่างจูงมือถือไม้เท้ากันขึ้นมาบนเขาเพื่อร่วมพิธีบวชป่า และยังเป็นกำลังใจให้กับลูกหลานที่จะโตเป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้าอีกด้วย

                                                            เยาวชนเข้าร่วมในพิธีบวชป่า                                             ชาวบ้านเข้าร่วมในพิธีสงฆ์

โดยกิจกรรมเริ่มจากพิธีสงฆ์ สวดมนต์ ฉันภัตตาหาร และเข้าสู่การบวชป่า มีสวดมนต์ถวายอาหารแก่เทพารักษ์ประจำต้นไม้ และนำผ้าเหลืองไปผูกไว้กับต้นไม้ จากนั้นนายอำเภอขุนยวม และชาวบ้านร่วมกันผูกผ้าเหลืองให้กับต้นไม้อีกด้วย

                                                                                        ร่วมกันประกอบอาหารเพื่อเลี้ยงแขกที่มาร่วมงาน

                                                      นายอำเภอกำลังผูกผ้าเหลืองบวชต้นไม้                             ชาวบ้านร่วมกันบวชต้นไม้

การลงพื้นที่ปฏิบัติงานครั้งที่ 3 ของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือ ปี 2554

March 2nd, 2011

…..นายนพพร ตั้งจิตต์งาม หัวหน้ากลุ่มงานสำรวจและพัฒนาระบบฐานข้อมูลสารสนเทศความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ และเจ้าหน้าที่ของสำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ ร่วมกันสำรวจพื้นที่และติดตามผลการดำเนินงานตามโครงการอนุรักษ์และพัฒนาด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดน่าน สุโขทัย และเพชรบูรณ์ ระหว่างวันที่ 16 -19 มกราคม 2554

…..ในครั้งนี้ได้เข้าร่วมพิธีสืบชะตาน้ำ ชะตาชีวิตของชาวบ้านบ้านศรีนาป่าน จังหวัดน่าน ทำให้เห็นถึงวิถีวัฒนธรรม ภูมิปัญญา ที่เชื่อมโยงธรรมชาติกับวิถีชีวิตชาวบ้านบ้านศรีนาป่าน นอกจากนั้นการติดตามผลการดำเนินงานพื้นที่จังหวัดสุโขทัย และเพชรบูรณ์ ทำให้ทราบถึงวิถีชีวิตของชุมชนกับป่า และกระบวนการคิดของชุมชนในการดูแลรักษาป่าไว้ให้คงอยู่ได้อย่างยั่งยืน

.

พ่อเฒ่าเตรียมเครื่องเซ่นไหว้                              พิธีสืบชะตาน้ำ ชะตาชีวิต

.

การประกวดอาหารของแต่ละหมู่บ้าน

.

ภูน้ำจั้น : โอเอซิสที่ป่าภูโหล่ย กาฬสินธุ์

March 2nd, 2011

ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม 2554 ป่าภูน้ำจั้น จังหวัดกาฬสินธุ์
สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพป่าไม้ กรมป่าไม้

 

ภูน้ำจั้น : โอเอซิสที่ป่าภูโหล่ย กาฬสินธุ์

ไผ่ว่าอีสานแล้ง  ซิจูงแขนมันไปเบิ่ง
น้ำของไหลจ้นๆมันซิแล้งบ่อนได๋

      ผญา หรือสุภาษิตอีสานบทนี้ สื่อความหมายว่า สภาพภูมิประเทศภาคอีสานไม่แห้งแล้งอย่างที่คนรับข่าวสารกัน  กระแสน้ำในแม่น้ำโขง (สำเนียงอีสานออกเสียงเป็นน้ำของ ) ยังคงไหลตลอดเวลา ปริมาณน้ำในแม่น้ำโขง ไหลมาจากต้นน้ำทางเหนือหรือแถบประเทศจีนแล้ง แหล่งต้นน้ำในแผ่นดินไทย ก็มีส่วนหนึ่งที่ไหลลงน้ำโขงเช่นกันเพราะบนที่ราบสูงภาคอีสานของไทยมีแหล่งให้น้ำ จำพวกตาน้ำ แหล่งน้ำเล็ก จำนวนมากเช่น แก้ง กุด เลิง ซำ ซับ ฮ่อง และน้ำจั้น

       น้ำจั้น คือ น้ำที่ไหลออกมาจากผนังถ้ำ เชิงภูเขาหรือตลิ่งแม่น้ำระหว่างก้อนหิน อัตราการไหลมากน้อยขึ้นกับฤดูกาลและสภาพป่าบริเวณใกล้เคียง มักจะมีชื่อเรียกตามสถานที่นั้นๆ เช่น จั้นกกบาก จั้นป่าตอง จั้นดานใหญ่ เป็นต้น ที่ป่าภูโหล่ย อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ บริเวณที่พบซากปลาโบราณ พบว่ามีแหล่งตาน้ำ เรียกว่าภูน้ำจั้น

       พ่อใหญ่สมนึก ใจศิริ ผู้ใหญ่บ้านดงเหนือ หมูที่2 ต.เหล่าใหญ่ อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์  เล่าว่า ตาน้ำที่ภูน้ำจั้นนี้มีรสชาดจืดสนิท หอมกลิ่นสมุนไพรและแร่ธาตุ ชาวบ้านได้ไปอาศัย ดื่มเมื่อเข้ามาประกอบอาชีพเกษตรในป่าภูโหล่ยปริมาณส่วนเกินไหลลงห้วยมะนาว หล่อเลี้ยงแปลงนาข้าวของชาวบ้านตำบลเหล่าใหญ่ ก่อนจะไหลลงลำน้ำยัง สาขาลำน้ำชี สุดท้ายของหยดน้ำของภูน้ำจั้นจะไหลลงน้ำโขง ดังผญาหรือสุภาษิตคำสอนของคนอีสานดังกล่าวข้างต้น

      จากหยดน้ำน้อยๆของภูน้ำจั้นรวมกันเป็นล้านๆหยดสามารถหล่อเลี้ยงมนุษย์ชาติจากต้นน้ำจนถึงปลายน้ำดังนั้น หากความหลากหลายทางชีวภาพในป่าภูโหล่ย ไม่ลดลง ความสมดุลย์ของดินน้ำป่าจะยังคงอยู่ตลอดไป

                                                                      ลักษณะการไหลของน้ำจั้น                             รางรองน้ำที่ไหลออกจากหิน

                                                                     แอ่งรับน้ำที่ไหลออกจากหิน                                     บ่อรองรับน้ำจั้น