ยางนา ไม้มีค่าคู่ป่าดงภู

November 23rd, 2010

ฉบับ ที่ 6 เดือนมิถุนายน 2553 ป่าดงภู จังหวัดศรีสะเกษ
สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้

 

                                                                               พระลอเสด็จลีลา                           ชมพฤกษาหลายหลาก
                                                                               สองปลากข้างแถวทาง                    ยางจับยางชมฝูง
                                                                               ยูงจับยูงยั่วเย้า                              เปล้าจับเปล้าแปลกหมู่        
                                                                                                                                ลิลิตพระลอ

                                                                               สงัดเงียบเยียบเย็นยะเยือกอก          น้ำค้างตกหยดเหยาะลงเผาะผอย
                                                                               พฤกษาสูงยูงยางสล้างลอย              ดูชดช้อยชื่นชุ่มชะอุ่มใบ
                                                                                                                                     สุนทรภู่
                                                                                                                                     นิราศเมืองแกลง

ยางนา ไม้มีค่าคู่เมืองไทยมาช้านาน  ดังจะเห็นชื่อยางนาปรากฎในวรรณคดีต่างๆ ยางนา มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Dipterocarpus alatus Roxb.ยางนา เป็นเสมือนพญาไม้แห่งเอเชียอาคเนย์ เพราะมีขนาดสูงใหญ่ มีถิ่นกำเนิดอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปเอเชีย อาจมีความสูงถึง 50 เมตร และมีเส้นรอบวงที่ระดับอกถึง 7 เมตรเศษ ในประเทศไทยพบอยู่ทั่วไป ซึ่งยืนยันได้จากชื่อหมู่บ้าน ตำบล อำเภอที่มีคำว่า “ยาง” อยู่ในทุกภาคของประเทศ เช่นอำเภอท่ายาง ท่าสองยาง ยางตลาด และยางชุมน้อย เป็นไม้อเนกประสงค์ แทบทุกส่วนสามารถก่อให้เกิดประโยชน์ได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม เป็นแหล่งอาหารป่า แหล่งนันทนาการ น้ำมันยาง สมุนไพร และเนื้อไม้สำหรับใช้สอยทั่วไป

                 ความสำคัญของยางนาต่อชุมชนรอบป่าดงภู   ป่าดงภูเป็นป่าริมน้ำมูล พบต้นยางนาขึ้นได้ทั่วไป โดยเฉพาะยางนาริมลำมูล  ถ้ามองมาไกลๆ จะเห็นต้นยางนายืนต้นตระหง่าน  ยางนาเป็นไม้หวงห้าม นิยมนำมาใช้ในการก่อสร้างทั่วไป เช่น พื้น ฝา รอด ตง เครื่องเรือน เรือขุดและเรือขนาดย่อม เป็นต้น ชาวบ้านแถบนี้จะนำน้ำมันยางมาทาเกวียน ทาเครื่องจักสาน ทำคบไฟ และทำขี้ไต้ วิธีทำขี้ไต้ เอาน้ำมันยางมาคลุกกับเศษไม้ผุๆ หรือกาบมะพร้าว เมื่อปล่อยให้แห้งจะแข็งตัวจับกันเป็นท่อนเอามาสับชิ้นเล็กๆ สำหรับจุดไฟ

                 คุณค่าของไม้ยางนาทางด้านระบบนิเวศและนันทนาการ  ได้แก่ ให้ร่มเงา ป้องกันการพังทลายของดิน  เป็นที่ศึกษาเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม   นอกจากนี้ยังพบเห็ดหลายชนิดที่มักขึ้นในพื้นที่ที่มีต้นยางนาขึ้นอยู่ ได้แก่ เห็ดน้ำหมาก  เห็ดระโงก เห็ดโคน  เห็ดถ่าน  เป็นต้น

                ปัจจุบันยางนากำลังถูกคุกคาม ด้วยความต้องการพื้นที่ในการเกษตร  ความต้องการไม้ก่อสร้างบ้านเรือน ทำให้ปริมาณไม้ยางนาลดน้อยลง  จึงควรที่มีการอนุรักษ์และปลูกเสริมต่อไป

ผีเสื้อถุงทอง สวย อันตราย

November 22nd, 2010

ฉบับ ที่ 5 เดือนพฤษภาคม 2553 ป่าดงภู จังหวัดศรีสะเกษ
สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้

                        
                       ผีเสื้อถุงทอง เป็นผีเสื้อในวงศ์ผีเสื้อหางติ่ง (Papilionidae)  มีชื่อสามัญว่า Golden Birdwing  ซึ่งมีที่มาจากสีสันและพฤติกรรมของผีเสื้อชนิดนี้ คือ เป็นผีเสื้อค่อนข้างใหญ่ ปีกสีดำปนเหลือง เวลาบินดูคล้ายนกแต่ดูเชื่องช้า  ในประเทศไทยพบผีเสื้อกลุ่มนี้หลายชนิด เช่น ผีเสื้อถุงทองป่าสูง (T.helena) ,ผีเสื้อถุงทองปักษ์ใต้ (T.amphrysus), ผีเสื้อถุงทองธรรมดา(T.amphrysus) ในป่าดงภูพบผีเสื้อกลุ่มนี้ 1  ชนิด คือ ผีเสื้อถุงทองธรรมดา   ลักษณะเด่น คือ ปีกคู่หลังสีดำ ปีกคู่หน้าสีเหลือง ตัวผู้มีสีสวยกว่า พบได้ง่ายในช่วงเดือน พฤษภาคม – ตุลาคม จากการสำรวจผีเสื้อในป่าชุมชนดงภู พบ ผีเสื้อกลางวัน จำนวน 18 ชนิด 5 วงศ์ ได้แก่ ผีเสื้อถุงทองธรรมดา ผีเสื้อหนอนใบรักลายเสือ ผีเสื้อหนอนกะทกรก ผีเสื้อเณรธรรมดา ผีเสื้อหางตุ้มจุดชมพู เป็นต้น ในป่าดงภูสามารถพบผีเสื้อถุงทองธรรมดาได้ค่อนข้างบ่อย  วงจรชีวิตของผีเสื้อชนิดนี้ตั้งแต่ระยะไข่ ตัวหนอน ดักแด้ จนเป็นตัวเต็มวัย ใช้เวลาประมาณ 50 วัน ตัวเต็มวัยมีชีวิตราว 11-15 วัน  พืชอาหารได้แก่  พืชกลุ่มกระเช้าสีดา

                        
                        ผีเสื้อถุงทองธรรมดาเป็นหนึ่งในแมลงอนุรักษ์ในบัญชีหมายเลข 2  ของอนุสัญญาไซเตส (คณะกรรมการอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดของสัตว์ป่าและพืชป่าที่กำลังจะสูญพันธุ์  หรือCites)  ดัชนีบ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ เนื่องจากความสวยงามดึงดูดให้มนุษย์จับไปครอบครอง ทำให้ผีเสื้อกลุ่มนี้ถูกคุกคาม
แต่ธรรมชาติก็ไม่โหดร้ายเกินไป ยังมอบหนามปลอมให้ตัวหนอนที่มองดูให้ความรู้สึกว่าสิ่งนั้นมีพิษและอันตราย จุดคู่สีส้มๆที่หัวซึ่งมองดูคล้ายดวงตานั้นคือต่อมที่จะปล่อยกลิ่นฉุนออกมาเมื่อหนอนถูกรบกวนมากๆ เพื่อขับไล่ศัตรูให้ออกห่าง  ในปัจจุบันถิ่นอาศัยและพืชอาหารลดลง สถานการณ์ปัจจุบันของผีเสื้อถุงทองจึงอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการสูญพันธ์  

เขียดขาคำ (อึ่งขาคำ)

November 22nd, 2010

ฉบับ ที่ 4 เดือนเมษายน 2553 ป่าดงภู จังหวัดศรีสะเกษ
สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้

                  
                 …เช้านี้เอง เขากับลูกเล็กสองคนพากันออกไปหาเขียด เพื่อหาอาหารมื้อเช้าที่ทุ่งนาข้างบ้าน อากาศแสนหนาว ลูกน้อยทั้งสองคนคางสั่นกักๆขณะที่ก้มมองหาตาเขียด 
ซึ่งซ่อนอยู่ตามรอยแตกระแหงของผืนนา ทุกครั้งที่มองเห็นตาใสในหลืบเล็ก ลูกน้อยจะเรียกเขาเสียงดัง
“ พ่อ นี้อีกตัว “ 
” พ่อ หลืบนี้มีสอง เขียดขาคำ  เสียด้วย เร็วหน่อยสิพ่อ ”
เขาจะกะโผลกกะเผลกไปตามเสียงเรียก ใช้จอบงัดรอยระแหง บางตัวเขาจับมันได้ทันที แต่มีบางตัวพอเริ่มงัดดินมันก็กระโดดแผล็วไป เป็นหน้าที่ของลูกที่จะไล่ตะครุบ บางตัวก็ทัน
บางตัวก็กระโดดลงไปในหลืบดินใหม่ ทำให้เขาต้องตามไปงัดรอยระแหงนั้นอีก

               เขียดขาคำ บางตอนจากวรรณกรรม รวมเรื่องสั้นฟ้าบ่กั้น ของลาว คำหอม ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ปี ๒๕๓๕   ที่สะท้อนวิถีชีวิตของชาวชนบทอีสาน การถ่ายทอดวิชาความรู้การหากบหาเขียดให้ลูก   ซึ่งบ่งบอกถึงความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายและการพึ่งพาอาศัยธรรมชาติ

              เขียดขาคำ หรืออึ่งขาคำ (Painted Chorus Frog)   เป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Microphyla pulchra ลักษณะเด่นคือ ลำตัวสีเทา สีข้างและขามีสีแดงอ่อนๆ  กลางหลังมีลวดลายสมมาตรกัน ขอบของลายหยักเป็นคลื่นสีจางลงมาถึงสีข้างและเป็นลายพาดมาที่ขา ปลายหัวมีจุดสีขาว คอและอกแต้มด้วยสีน้ำตาล   ที่บริเวณโคนขาหลังสีเหลืองทอง (ภาษาอีสาน เรียก “ทอง” ว่า “คำ”   จึงเรียกอึ่งชนิดนี้ว่า อึ่งขาคำ) ผสมพันธุ์ในฤดูฝน  ไข่ในแอ่งน้ำมีเป็นแผ่นคล้ายสาคู   คนอีสานนิยมนำมาเป็นอาหารประกอบอาหาร  เช่น  แกงส้ม  ปิ้ง  ห่อหมก  เป็นต้น

รายงานผลการปฏิบัติราชการตามคำรับรองปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ 2553 (รอบ 12 เดือน)

November 15th, 2010

รายงานผลการปฏิบัติราชการตามคำรับรองการปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 (รอบ 12 เดือน)


ท่านสามารถดาวน์โหลดเอกสารนี้ได้ตามลิงค์ด้านล่าง

.PDF :: ดาวน์โหลดเอกสาร

พยากรณ์ฝนฟ้าจากมะม่วย

November 11th, 2010

ฉบับที่ 2 เดือน กุมภาพันธ์ 2553 ป่าชุมชนดงเซป่าก่อ จังหวัดอุบลราชธานี
สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้


แดนดินถิ่นอีสานของประเทศไทย เป็นภูมิภาคที่มีความหลากหลายอย่างยิ่งในด้านขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นและความเชื่อต่าง ๆ  การทำนายหรือพยากรณ์ดินฟ้าอากาศเป็นอีกอย่างหนึ่งที่มีการสืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นตั้งแต่สมัยโบราณ เนื่องจากชาวบ้านส่วนใหญ่อาศัยธรรมชาติในการดำรงชีวิต จึงมีการสังเกตการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติที่อยู่รอบ ๆ ตัวในแต่ละปี ซึ่งการสังเกตการติดผลของต้นมะม่วย เป็นอีกวิธีหนึ่งในการพยากรณ์ฝนของชาวบ้านในพื้นที่รอบป่าดงเซแห่งนี้

ต้นมะม่วย (Gnetum latifolium Blume var. Funiculare (Blume) Markgr. วงศ์ GNETACEAE) เป็นเมล็ดเปลือยในสกุลมะเมื่อย โดยทั่วไปเจริญเติบโตและแพร่กระจายพันธุ์ตามป่าเบญจพรรณ เป็นพืชที่มีอายุหลายปี มีการออกดอกและติดผลตั้งแต่โคนต้นถึงปลายยอด ช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายนของทุกปี ซึ่งแต่ละปีมะม่วยมีการติดผลที่แตกต่างกัน ชาวบ้านในพื้นที่สามารถใช้ในการพยากรณ์ฝน ในช่วงระยะเวลารอบหนึ่งปีได้เช่นกัน

นายลุน  บริสุทธิ์ อายุ 63 ปี ชาวบ้านที่ใช้ชีวิตอยู่กับป่าและคอยสังเกตการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากคุณปู่มาตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ได้ให้ข้อมูลว่า ถ้าต้นมะม่วยติดผลจากโคนต้นถึงปลายยอด พยากรณ์ได้ว่าในรอบปีนี้มีฝนตกตลอดปี ถ้าต้นมะม่วยติดผลที่โคนต้นเท่านั้น พยากรณ์ได้ว่าปีนี้ฝนทิ้งช่วงตอนปลายปี คือ ตั้งแต่เดือนกันยายนถึงสิ้นปี ถ้าต้นมะม่วยติดผลที่โคนต้นและปลายยอด พยากรณ์ได้ว่าปีนี้ฝนทิ้งช่วงตอนกลางปี คือ ประมาณเดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม ถ้าต้นมะม่วยติดผลที่ปลายยอด พยากรณ์ได้ว่าปีนี้มีฝนตอนปลายปี คือประมาณเดือนกันยายนถึงสิ้นปี และถ้าปีใดต้นมะม่วยไม่ติดผล พยากรณ์ได้ว่าปีนี้ฝนแล้งทั้งปี ในการสังเกตของทุกปีต้องดูจากต้นมะม่วยต้นเดียวกัน ซึ่งจากการสังเกตที่ผ่านมา มีความเชื่อถือได้ถึง 80 % ว่าเป็นจริง


จากการสำรวจพื้นที่ป่าชุมชนดงเซ ต.หนองเหล่า อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี ช่วงเดือนเมษายน พ.ศ. 2553 ซึ่งเป็นป่าเบญจพรรณ ดิบแล้ง และป่าทาม พบว่า ต้นมะม่วยมีการติดผลช่วงปลายยอด ดังนั้นจึงพยากรณ์ได้ว่า ในปีนี้ (พ.ศ.2553) จะมีฝนตกตอนปลายปี คือ ประมาณเดือนกันยายนเป็นต้นไป

จากการพยากรณ์ดังกล่าว ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่สามารถเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นกับชุมชนได้ในอนาคต การสังเกตต้นมะม่วยนี้เป็นอีกหนึ่งแนวทางของการเรียนรู้จากธรรมชาติ ที่ได้รับการสืบทอดกันมาจากอดีตถึงปัจจุบันของชาวบ้าน ณ ชุมชน ท้องถิ่นภาคอีสานแห่งนี้