ล่องใต้ แลพลับพลึงธาร

February 4th, 2011

ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม 2554 ป่าชุมชนทุ่งชาลี จังหวัดพังงา
สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้

                 11 ธันวาคม 2553 พวกเราทีมสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ ได้เดินทางมาถึงพื้นที่ป่าทุ่งชาลี ตำบลคุระ อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา แดดอ่อนๆ ของที่นี่ทำให้เรารู้สึกแจ่มใสขึ้น หลังจากผ่านกับสภาพฝนตกตลอดในหลายวันที่ผ่านมา ทันทีที่ถึงตำบลคุระ  เราก็พากันไปหาพี่ศิริพงษ์ ศรีธนสาร   ชาวบ้านบ้านบางซอย หนึ่งในผู้อนุรักษ์พลับพลึงธาร หรือ ที่เราเรียกกันว่า “พี่ไข่แดง” พี่ไข่แดงเล่าให้ฟังถึงกิจกรรมหลายๆ อย่างที่ได้ดำเนินการในพื้นที่ หนึ่งในนั้นคือการอนุรักษ์ชนิดพันธุ์พืชที่ชื่อว่า “พลับพลึงธาร” (พลับพลึงน้ำ หอมน้ำ หญ้าช้อง) พลับพลึงธารเป็นพืชประจำถิ่น สามารถพบได้แห่งเดียวในโลก   ที่จังหวัดพังงาตอนบนและจังหวัดระนองตอนล่าง  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Crinum thaianum อยู่ในวงศ์ Amaryllidaceae มีลักษณะคล้ายหัวหอมใหญ่และมีดอกคล้ายดอกพลับพลึง เป็นพืชล้มลุกที่เจริญเติบโตได้ดีในที่น้ำไหล ออกดอกบานสะพรั่งไปทั่วแม่น้ำลำคลองระหว่างเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคมของทุกปี

               ในด้านของความหลากหลายทางชีวภาพ พลับพลึงธารจัดได้ว่าเป็นพืชที่มีความสำคัญสำหรับคนที่นี่ เปรียบเสมือนตัววัดคุณภาพน้ำว่าระบบนิเวศลำคลองของที่นี่ยังดีอยู่ เพราะพืชชนิดนี้จะอยู่รอดและขยายพันธุ์ได้ในที่น้ำไหลและใสสะอาดเท่านั้น การเพาะขยายพันธุ์นั้น เคยได้มีการนำไปเพาะขยายพันธุ์ ในที่ต่างถิ่น ปรากฎว่าพลับพลึงธารไม่สามารถเจริญเติบโตได้

               ปัจจุบันพบว่าพลับพลึงธารกำลังอยู่ในภาวะอันตราย เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ เพราะมีการขุดหัวพลับพลึงธารไปขายในต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ทำให้พลับพลึงธารมีปริมาณลดลงอย่างต่อเนื่อง     ซึ่งปัจจุบันสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติ (สผ.) จัดอันดับให้พลับพลึงธารอยู่ในสภาวะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ (endangered species) และเป็น 1 ใน 10 ชนิดพันธุ์พืชที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ประกาศให้มีมาตรการคุ้มครองชนิดพันธุ์รวมทั้งปกป้องถิ่นที่อยู่อาศัยเนื่องในโอกาส ปีสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพด้วย และขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาตรวจสอบข้อมูลของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ ก่อนที่จะประกาศให้ขึ้นบัญชี IUCN Red List2

              ในการเข้าพื้นที่จังหวัดพังงาครั้งนี้ ทีมสำรวจความหลากหลายฯ ได้ร่วมกันปลูกพลับพลึงธาร ในลำธารบริเวณบ้านบางซอยหมู่ที่ 7 ตำบลคุระ อำเภอคุระบุรี เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมอนุรักษ์  พืชใกล้สูญพันธุ์ชนิดนี้ ให้คงอยู่คู่กับชาวบ้านในท้องถิ่นนี้ตลอดไป

1 อ้างอิง(ออนไลน์) http://www.manager.co.th/science/ViewNews.aspx?NewsID=9530000099571

2. IUCN Red List   คือ  การกำหนดสถานภาพของความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์

พลับพลึงธารในเขตอนุรักษ์                                                     พลับพลึงธาร

เขตอนุรักษ์พลับพลึงธาร                                               ทีมสำรวจฯปลูกพลับพลึงธาร

การลงพื้นที่ปฏิบัติงานครั้งที่ 2 ของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือ ปี 2554

January 27th, 2011

               นายนพพร ตั้งจิตต์งาม หัวหน้ากลุ่มงานสำรวจและพัฒนาระบบฐานข้อมูลสารสนเทศความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ และเจ้าหน้าที่ของสำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ ร่วมกันสำรวจพื้นที่และติดตามผลการดำเนินงานตามโครงการอนุรักษ์และพัฒนาด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน สุโขทัย และเพชรบูรณ์ ระหว่างวันที่ 10 -17 มกราคม 2554

               ในการสำรวจพื้นที่และติดตามผลการดำเนินงานครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจาก เจ้าหน้าที่ ผู้นำชุมชน และชาวบ้าน  ทำให้ได้รับทราบข้อมูลพื้นฐาน สภาพพื้นที่ป่าและความหลากหลายทางชีวภาพ นอกจากนั้นการติดตามผลการดำเนินงานของพื้นที่ต่อเนื่องจังหวัดเชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน ทำให้ทราบถึงกระบวนการคิดอย่างมีส่วนร่วมของชุมชน ในการวางแผนพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ อาทิ การฟื้นฟู การอนุรักษ์  เพื่อคงไว้ซึ่งทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพให้คงอยู่ยืนนาน

 

การติดตามผลงานการดำเนินงาน

                               เวทีชาวบ้าน  ณ ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน          ชี้แจงโครงการอนุรักษ์และพัฒนาด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
                                  ในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์

“แด่ช้างป่าหนุ่มสาวผู้ร้าวราน”

January 25th, 2011

ฉบับที่1 เดือน มกราคม 2554 ป่าเขาคลองปุก จ.ตราด
สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพป่าไม้ กรมป่าไม้

สิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลกใบนี้ย่อมต้องการความเป็นอยู่ที่สงบสุข ทั้งคน สัตว์ พืช และสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ก็เป็นเช่นนั้นเช่นกัน  ความปรารถนาของสรรพชีวิตจะสมหวัง ทุกชีวิตต้องเคารพนอบน้อมให้เกียรติกัน อยู่กันอย่างกลมกลืน มิฉะนั้นจะเกิดความรุนแรงลักษณะตาต่อตา ฟันต่อฟัน หรือเกลือจิ้มเกลือ ดังตัวอย่างการอยู่ร่วมกันของช้างป่า กับคนหนองบอน อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด

เรื่องเล่าจากเหตุการณ์จริง เริ่มเมื่อเช้าวันที่ 13 มกราคม ที่ร้านกาแฟ ตลาดหนองบอน คุณสมพงษ์ คำหาญ คนจากหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ย้ายมาตั้งหลักแหล่งทำมาหากินที่หนองบอนจนได้รับความไว้วางใจเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้าน ยกจานกล้วยทอด มันทอด พร้อมถ้วยน้ำปรุงรสเหมือนน้ำจิ้มเต้าหู้ทอดวางลงบนโต๊ะ ผู้ใหญ่สมพงษ์บอกว่า คนที่นี่เขากินกล้วยทอดกับน้ำจิ้ม ไม่ใช้นมข้นเหมือนที่หัวหิน  ชั่วอึดใจป้าบาง เจ้าของสถานที่ก็วางแก้วกาแฟเย็นครบทุกคน วงสนทนาเรื่องโขลงช้างจากป่าเขาคลองปุกที่ลงมากินผลไม้ในสวนของชาวบ้านก็เริ่มจาก สำราญ ทับทิมศรี เจ้าหน้าที่ตรวจป่าของหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ตร ๓ (มะนาว)

“สองสามปีมานี้ ชาวบ้านตำบลสะตอ กับตำบลหนองบอน เจอลิงปุด ช้างป่า จากเขาคลองปุก เขาชะอม ลงกินผลไม้ในสวน บางคนพูดดีไม่ต่อล้อต่อเถียง ได้รับการยกเว้น บางคนที่พูดไม่ดี เจอไม่ดีทุกราย”  สำราญ เชื่อว่าช้างสามารถสื่อสารและรับรู้คำพูดของคนได้  ตัวเขาเองเวลาเข้าป่าจะไม่พูดคำว่าช้าง เลี่ยงเป็นเรียกพี่ใหญ่แทน

ลุงพะยอม ส่งศรี  บ้านและสวนอยู่ริมคลองสะตอ ติดป่าเขาคลองปุกเล่าว่า “เมื่อเย็นวานตั้งวงเหล้าหน้าบ้าน เพื่อนคะนองปากพูดว่า ขอเสียงหน่อย สิ้นคำ เสียงแปร๋น ประสานกันทั้งโขลง ก็ดังขึ้นจากชายป่าริมคลอง วงเหล้าเป็นอันยุติ”  ลุงพะยอมเป็นผู้ได้รับการยกเว้นจากช้างป่า เพราะลุงเป็นคนใจเย็น พูดจาไพเราะด้วยสำเนียงเหน่อตะวันออก ลุงจุดธูปบอกไปตามสายลมว่า อยากกินต้นไหนก็กินเหลือไว้ให้บ้างแล้วกัน สิ่งที่ได้รับคือ ลุงเสียทุเรียนเพียงต้นเดียว

น้าสมเพด แถดหอม เป็นอีกคนที่ช้างมาหยอกด้วยการใช้งวงดูดน้ำจากถังหน้าบ้านแล้วพ่นใส่ ขณะที่ลุง ดงหม้อหุงข้าว นั่งหันหลังออกนอกบ้าน หยอกเอินพอหอมปากหอมคอ โขลงช้างป่าก็เดินลงห้วยไป ต่างจากป้าบางโรงน้ำแข็งเจ้าของสวนทุเรียนขนัดใหญ่ที่สุดแถบนี้

คืนแรกป้าบางเสียทุเรียนหนึ่งต้น เป็นเงินประมาณหนึ่งหมื่นบาท รุ่งเช้าป้าบาง ยืนด่าเสียงดังอยู่หน้าถนน คืนถัดมา ป้าบางเสียทุเรียนหมดขนัด คนที่เสียหายคล้ายป้าบางอีกคนหนึ่งคือกำนันกิ่น ได้รับบทเรียนจากเก็บขนุนกองไว้หน้าบ้าน       คืนแรกหายไปหนึ่งลูก กำนันบ่นพึมพำถึงความเสียหาย คืนถัดมาก็ต้องเสียขนุนหมดกอง

ผู้ใหญ่สมพงษ์เล่าถึงลูกบ้านที่บาดเจ็บจากช้าง คือ นายแอ สระบดี คะนองปากพูดว่าจะจับลูกช้างมาให้ไอ้แจ๊บ หลานชายเล่น เช้ามืดเข้าไปกรีดยาง ประจันหน้ากับช้าง โดนงวงตบปากฟันปลอมร่วง แล้วรี่เข้าใส่ไอ้แจ๊บ ที่โหนเถาวัลย์เอาชีวิตรอด อีกคนหนึ่งที่รุนแรงที่สุดคือ นายรง บำเหน็จณรงค์ คะนองปากว่า จะยิงช้างเอางามาทำลูกเต๋า สุดท้ายโขลงช้างไล่ทำร้ายสลบ ตอนนี้ยังนอนอยู่โรงพยาบาล

เสร็จจากพูดคุยที่ร้านกาแฟชาวบ้านพาเราเข้าสำรวจป่าเขาคลองปุก เราพบขี้ช้าง และหลักฐานการเดินหาอาหาร ตลอดเส้นทางสำราญบอกว่า คงเป็นช่วงเวลาที่โขลงช้างไปอยู่ด้านเขาชะอม เราจึงพบเพียงร่องรอย

ชาวบ้านหนองบอน มีความเชื่อว่าช้างสามารถสื่อสารกับคนได้ หากเราอยู่ร่วมกับช้างกับป่าอย่างเคารพอ่อนน้อมให้เกียรติกันและกัน แบ่งปันกันหาอยู่หากิน ถ้าเราดีกับช้าง เขาก็ดีตอบ ถ้าเราเกลียดชังไม่เผื่อแผ่ ช้างก็แสดงความชังเช่นกัน การแสดงออกลักษณะนี้ อาจกล่าวในทัศนะชาวพุทธว่า ทำสิ่งใด ย่อมได้รับสิ่งนั้น ดังคำสุนทรภู่กวีเอกเคยกล่าว ว่า “ถ้าใครดี ดีบ้าง ชัง ชังตอบ” กระมัง

ภาพกิจกรรม

แผนที่ป่าเขาคลองปุก จ.ตราด

พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้และชาวบ้าน

สภาพป่าเขาคลองปุก จ.ตราด

ถ่ายภาพร่วมกัน

ช้างป่า   (ภาพจาก: www.thairath.co.th)

กล้วยไม้ป่าห้วยเสน

January 18th, 2011

ฉบับ ที่ 1 เดือนสิงหาคม 2553 ป่าห้วยเสน จังหวัดพิษณุโลก
สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้

ประเทศไทยค้นพบกล้วยไม้ที่ตรวจสอบรายชื่อถูกต้องแล้วถึงปี พ.ศ.2543 มีอยู่ 177 สกุล (genera) จำนวน 1,125 ชนิด (species)

กล้วยไม้ไทยสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มตามสถานที่ขึ้นอยู่ ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ กลุ่มกล้วยไม้อิงอาศัย (epiphytic orchids) ซึ่งมีจำนวนประมาณ 65% ของกล้วยไม้ทั้งหมด ได้แก่ กล้วยไม้สกุลหวาย (Dendrobium spp.) สกุลหวายแดง (Renantera spp.) สกุลฟ้ามุ่ย (Vanda spp.) ฯลฯ และกลุ่มกล้วยไม้ดิน (terrestrial orchids) มีประมาณ 35% อาทิ  สกุลปัดแดง (Habenaria spp.) สกุลเอื้องสีลา (Tainia spp.) สกุลนกคุ้มไฟ (Anoectochilus spp.) สกุลเอื้องดินใบหมาก (Spathoglottis spp.) นอกจากนี้ยังพบกล้วยไม้ที่ขึ้นอยู่บนหิน (lithophytic orchids) เช่น สกุลม้าวิ่ง (Doritis spp.) เป็นต้น (จากหนังสือกล้วยไม้ไทย สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม 6 )

ฉบับนี้เราเริ่มต้นด้วยเรื่องกล้วยไม้ป่าเนื่องจากในช่วงหน้าแล้งนี้ ป่าห้วยเสน ซึ่งเป็นป่าเต็งรัง จะมีความงดงามของกล้วยไม้ชนิดต่าง ๆ อยู่หลายชนิด ซึ่งอยู่ระหว่างการสำรวจรวบรวม  แต่ที่จะนำมาเผยแพร่ในฉบับนี้ เฉพาะชนิดเด่นเพียง 2 ชนิด คือ

1. เอื้องเงิน (Dendrobium draconis Rchb.f.) หรือชื่ออื่น เอื้องงุ้ม เอื้องตึง     พอเจ เป็นกล้วยไม้อิงอาศัย สูง 60-80 ซม. ลำต้นรูปแท่งดินสอกลม กาบใบมีขนสีดำสั้น ๆ ใบ รูปรีแกมขอบขนาน กว้าง 1.5 ซม. ยาว 6-8 ซม. มักทิ้งใบเมื่อผลิดอก ดอก ออกเป็นช่อตามข้อใกล้ปลายยอด จำนวน 3-5 ดอกต่อช่อ กลีบเลี้ยงและกลีบดอกสีขาว กลีบปากห่อรูกระทง ปลายสอบเรียว โคนกลีบมีแต้มสีแสดอมแดง ดอกบานเต็มที่ กว้าง 6 ซม. มีกลิ่นหอม ออกดอกช่วงเดือน มีนาคม-พฤษภาคม

2. เอื้องผึ้ง (Dendrobium lindleyi Steud.)        เป็นกล้วยไม้อิงอาศัย สูง 6-10 ซม. ลำลูกกล้วยรูปรี เส้นผ่านศูนย์กลาง 2-3 ซม. ใบ รูปรีแกมขนาน กว้าง 3 ซม. ยาว   8-10 ซม.       ดอก ออกเป็นช่อตามข้อ ห้อยลง ก้านช่อยาว 15-25 ซม. กลีบเลี้ยงและกลีบดอก สีเหลืองเข้ม กลีบปากแผ่กว้าง รูปรีแกมกลม มีแต้มสีส้มที่โคนกลีบและมีขนนุ่ม     ดอกบานเต็มที่กว้าง 3 ซม.      มีกลิ่นหอม ออกดอกช่วงเดือน กุมภาพันธ์-เมษายน

การลงพื้นที่ปฏิบัติงานครั้งที่ 1 ของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือ ปี 2554

January 18th, 2011

นายนพพร ตั้งจิตต์งาม หัวหน้ากลุ่มงานสำรวจและพัฒนาระบบฐานข้อมูลสารสนเทศความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ และเจ้าหน้าที่ของสำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ ร่วมกันสำรวจพื้นที่ของโครงการอนุรักษ์และพัฒนาด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ในพื้นที่เป้าหมาย 4จังหวัด ได้แก่  จังหวัดเพชรบูรณ์ น่าน สุโขทัย และตาก ระหว่างวันที่ 20-28 ธันวาคม 2553

ในการสำรวจครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจาก ผู้นำชุมชนและชาวบ้าน ทำให้ได้รับทราบข้อมูลพื้นฐาน สภาพพื้นที่ป่าและความหลากหลายทางชีวภาพ  จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่าทั้ง 4 พื้นที่ มีความหลากหลายทางชีวภาพที่แตกต่างต่างกัน ชาวบ้านยังดำรงชีวิตร่วมกับป่า เข้าไปใช้ประโยชน์โดยการเก็บหาของป่า แสดงให้เห็นว่า “คนกับป่า” ยังคงเกื้อกูลซึ่งกันและกัน อีกทั้งการดำเนินงานของสำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ เป็นการสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน มีการเรียนรู้แลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน เพื่อให้การอนุรักษ์และการจัดการป่ายั่งยืนตลอดไป