ถักทอเส้นใย……เป็นฝ้ายกั้น

August 16th, 2010
ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม 2553 ป่าสงวนแห่งชาติป่าสาลีก จังหวัดน่าน
สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้

เดือนหน้าก็จะถึงประเพณีสำคัญของคนเมืองเหนือ นั่นคือ  ประเพณีปี๋ใหม่เมืองหรือประเพณีสงกรานต์นั่นเอง คนเมืองเหนือจะถือเอาวันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ มีการสู่ขวัญมัดแขนและส่งเคราะห์รดน้ำเพื่อเริ่มต้นปีใหม่จะได้เจอแต่สิ่งดีๆ สิ่งที่ไม่ดีจะไหลไปกับการส่งเคราะห์รดน้ำและปู่สังขารย่าสังขารในวันสังขารล่อง การสู่ขวัญ มัดแขน มีส่วนประกอบในพิธีที่สำคัญนั่นคือ ฝ้ายกั้น

ฝ้ายกั้น คือการนำเอาดอกฝ้ายที่แห้งดีแล้ว ใส่อีดเอาเม็ดออก แล้วใช้ก๋งยิงให้ดอกฝ้ายแตก พอแตกสวยดีแล้วก็จับดอกฝ้ายที่ได้ 1 กำมือ คลี่เป็นแผ่น ใช้ไม้ไผ่ผ่าซีกแล้วเหลาให้เป็นแท่งกลม เอาแผ่นดอกฝ้ายที่คลี่ไว้พันแล้วคลึงให้กลม เรียกว่าการล้อฝ้าย จากนั้นดึงออกจากไม้จะได้ฝ้าย 1 หาง เอาไปทอเป็นเส้น เหมือนการทอไหม เมื่อเต็มปั่นใช้เปี๋ยวนเอาเส้นด้ายออกจากปั่น จะได้ด้าย 1 ใน หรือ ฝ้าย 1 กั้น ใช้ในงานพิธีต่างๆ ของคนเมืองเหนือ โอกาสที่ใช้บ่อยที่สุด นั่นคือพิธีสู่ขวัญมัดแขน ในโอกาสต่างๆ เช่นงานแต่ง บวชนาค การสู่ขวัญหลังวันปี๋ใหม่เมือง เป็นต้น


ฝ้ายกั้น คือภูมิปัญญาที่ยังไม่เลือนหายไปจากคนเมือง เป็นวิถีชีวิตที่ดำเนินมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย แต่ในบางภาคและบางพื้นที่ในประเทศไทย ใช้เส้นด้ายสังเคราะห์แทนฝ้ายกั้นในงานพิธีต่างๆ ซึ่งด้ายสังเคราะห์จะมีความเหนียว ดึงให้ขาดได้ยาก แต่ที่คนเมืองยังใช้ฝ้ายกั้นเพราะหาง่าย ไม่เจ็บ เวลามัดแขนเพราะเส้นด้ายนุ่ม และดึงออกง่าย ที่สำคัญ ราคาถูก

ปล. ทางทีมงานต้องขอขอบคุณ แม่อุ้ยจันทร์ มะโนชัยในการให้ข้อมูล เรื่องฝ้ายกั้นค่ะ

ข้าวเบ๊อะ (ต่าพอพ่อ) จากป่าสนวัดจันทร์

August 16th, 2010

ฉบับที่ 3 เมษายน  2553 ป่าสนวัดจันทร์ จังหวัดเชียงใหม่
สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้


คำว่าข้าวเบ๊อะ  ผู้เขียนเชื่อว่าอาจมีหลายคนที่เคยได้ยินมาและอีกหลายผู้คนที่ยังไม่เคยได้ยินแท้จริงแล้วข้าวเบ๊อะ เป็นชื่ออาหารของชาว  ปกวาเก่อญอ ที่เรียกเป็นภาษาตนเองว่า ต่าพอพ่อ  เป็นอาหารที่มีความผูกพันและมีความหมายสำคัญกับวิถีชีวิตของชาวปกวาเก่อญอมาแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน


ยายเล่าให้ฟังว่าเมื่อก่อนชาวปกวาเก่อญอมีวิถีชีวิตอยู่ด้วยความยากลำบาก ข้าวไม่พอกิน ไม่มีข้าวปลาอาหารเหมือนปัจจุบัน  เมื่อถึงฤดูกาลทำไร่ชาวปกวาเก่อญอจะปลูกข้าวไร่ ปลูกพืชผักต่างๆลงไปในไร่ข้าวด้วย  พอข้าวออกรวงมาก็จะมีพวกนก หนู  หมูป่า สัตว์ป่าเข้ามาขโมยขุดกินทำลายข้าวของชาวบ้าน บางปีเกิดโรคข้าวระบาดขึ้นมาก็ไม่มียาไม่มีอุปกรณ์เครื่องมือในการที่จะปกป้อง รักษา ผลผลิตข้าวได้   แต่ละปีแต่ละครอบครัวก็ได้ข้าวปริมาณน้อยมาก บางครอบครัวกินได้ไม่กี่เดือนก็หมด  ครอบครัวที่มีลูกหลานมากยิ่งมีปัญหากับการมีข้าวไม่พอกิน ชาวบ้านในหมู่บ้านก็ต้องดูแลช่วยเหลือแบ่งปันให้ยืมกันในชุมชน


ทำยังไงถึงจะมีข้าวพอกิน และได้กินอิ่มกันทุกคนทุกมื้อ เป็นปัญหาที่ผู้นำชาวปกวาเก่อญอต้องแก้ไข ชาวบ้านจึงมีความคิดไปเก็บพืช ผัก ผลไม้ ในไร่ ในป่า ที่สามารถกินได้  ใส่รวมกันลงในหม้อพร้อมกับใส่ข้าวสารเพียงเล็กน้อย ต้มจนน้ำเดือดใส่เครื่องปรุงชนิดต่างๆที่มีอยู่ในไร่ พริก หอมกระเทียมฯลฯ  แล้วคนให้เข้ากันนานที่สุด  จนสุกให้เหลือน้ำเพียงเล็กน้อยแล้วยกลงมาเรียกให้ครอบครัวและชาวบ้านมากินกัน ทุกคนกินกันจนอิ่มและกลายเป็นอาหารที่ชื่นชอบ รสชาติอร่อย และเพียงพอสำหรับชาวบ้านทุกคน และนี่ก็เป็นที่มาของข้าวเบ๊อะนั่นเอง


จากนั้นมาอาหารง่ายๆก็กลายเป็นวิถีทางเลือกหนึ่งในการแก้ปัญหาความอดอยากข้าวให้กับชาวปกาเก่อญอในหมู่บ้าน พอเวลาชาวบ้านในชุมชนจะประกอบพิธีต่างๆในหมู่บ้าน ทุกครอบครัวก็จะทำแกง ต่าพอพ่อ (ข้าวเบ๊อะ)  เลี้ยงกันกินในงานพิธี

กลายเป็นความเชื่อของชาวปกาเก่อญอว่า  แกงต่าพอพ่อ หรือ  ข้าวเบ๊อะ เป็นแกงที่ศักดิ์สิทธิ์และมีความหมาย เนื่องจากพืชผักผลไม้และส่วนประกอบที่รวมกันอยู่  นั้นหมายถึง   ความรัก ความสามัคคีของชาวปกวาเก่อญอ ตั้งแต่บรรพบุรุษเชื่อกันว่า  ถ้าเราอยู่ในชุมชนหมู่บ้านรวมกันหลายคน     แล้วทำตัวเหมือนอย่างเรากิน แกงต่าพอพ่อ ที่บรรพบุรุษให้เรากินร่วมกันในถาดใหญ่ใบเดียวกัน  ก็แสดงว่าชุมชนนั้นจะเป็นชุมชนที่เต็มไปด้วยความรักความสามัคคี เอื้อเฟื้อต่อกัน และเป็นชุมชนที่มีความผูกพันกันมาก


ปัจจุบัน ต่าพอพ่อ (ข้าวเบ๊อะ) ก็ยังเป็นอาหารหลักที่นิยมของชาวปกวาเก่อญอ เป็นอาหารสำหรับต้อนรับแขกบ้านแขกเรือน ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วไป และเป็นอาหารที่สำคัญในพิธีกรรมต่างๆจำเป็นต้องมี จึงจะถือได้ว่าพิธีนั้นเป็นพิธีที่สมบูรณ์  เป็นอาหารที่มีรสชาดอร่อยมีคุณค่าทางธาตุอาหารครบ 5 หมู่ ที่ส่วนประกอบสามารถหาได้ในไร่ในป่าไม่ต้องซื้อจากภายนอกชุมชน นับเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายอย่างมาก ต่าพอพ่อ (แกงข้าวเบ๊อะ) จึงกลายเป็นเรื่องเล่าขานที่ยิ่งใหญ่สู่ลูกหลานของชาวปกวาเก่อญอ

เขียนบทความ แกงต่อพอพ่อ เรื่องนี้  เป้าหมายนอกจากการเผยแพร่แล้วผู้เขียนอยากให้ผู้ที่เป็นลูกหลานของ ต่าพอพ่อ ( แกงข้าวเบ๊อะ ) อ่านบทความนี้ และสำนึกถึงการดำเนินวิถีชีวิตของบรรพบุรุษ  และขอให้ ต่าพอพ่อ อยู่กับวิถิชีวิตของพวกเราตลอดไป

เรียกขวัญ : พิธีกรรมความสัมพันธ์ระหว่างคนกับอำนาจเหนือธรรมชาติ ของชาวปวาเก่อญอ

August 16th, 2010

ฉบับที่ 2 ประจำเดือนมีนาคม 2553 ป่าแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่
สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพป่าไม้ กรมป่าไม้


การมีชีวิตอยู่ร่วมกันในโลกทัศน์ของคนตะวันออกเช่นคนไทย ขึ้นกับความสัมพันธ์ 3 มิติที่เกาะเกี่ยวกันเป็นองค์รวม ระหว่างคน สิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ และอำนาจเหนือธรรมชาติ ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คือที่มาของการอยู่ร่วมกันเป็นสังคม คนกับสิ่งแวดล้อมส่งผลให้เกิดการจัดการทางเศรษฐกิจสังคม มีปัจจัยสี่ มีการทำมาหากินเป็นระบบเพื่อความอยู่รอดร่วมกัน คนกับอำนาจเหนือธรรมชาติ เป็นที่มาของศาสนา ระบบความเชื่อ อันเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวทางใจ กติกา จารีต ประเพณี จริยธรรม ศีลธรรม อิทธิพลของเศรษฐกิจการเมืองแบบทุนนิยม ทำให้ความสัมพันธ์ทั้ง 3 มิติพังพินาศ (รศ.ดร.ศรีศักร วัลลิโภดม,2553)


ชาวปวาเก่อญอ บ้านวัดจันทร์ หมู่ที่ 3 ตำบลบ้านจันทร์ อำเภอกัลป์ยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ เป็นชาติพันธุ์ที่ความสัมพันธ์ทั้งสามยังไม่ถูกอิทธิพลทุนนิยมเข้าทำลายจนล่มสลาย วิถีของปวาเก่อญอที่นี่จึงเรียบง่าย สุขสงบ เป็นเสน่ห์ดึงดูดให้คนต่างถิ่นเข้ามาเก็บเกี่ยว ในหลายๆพิธีกรรมของชุมชน โครงการฯพื้นที่เชียงใหม่ขอนำเสนอ พิธีกรรมที่สำคัญคือ พิธีกรรม เรียกขวัญ

พิธีเรียกขวัญ กิจกรรมเด่นคือการผูกข้อมือด้วยฝ้ายสีขาว จึงเรียกรวมกันว่าพิธีเรียกขวัญผูกข้อมือ กระทำในสอง ลักษณะคือ พิธีกรรมรวมของชุมชน และพิธีเฉพาะบุคคล

พิธีกรรมรวมของชุมชน กระทำครั้งแรกในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน ครั้งที่สอง ในเดือนสิงหาคม ในวันประกอบพิธีกรรมทุกครัวเรือนจะอยู่บ้านไม่ทำงานถือเป็นวันพักผ่อน

พิธีเฉพาะบุคคล กระทำเมื่อมีคนในหมู่บ้านป่วยแล้วไปหาหมอผีดูเมื่อ(วินิจฉัย) แล้วทำพิธีเรียกขวัญ


ขั้นตอนการเรียกขวัญ หมอผีเริ่มพิธีที่หัวบันไดบ้าน ด้วยการเอาข้าวพร้อมเนื้อใส่กระทงใบตองเป็นเครื่องเซ่นไหว้ บอกกล่าวผีบ้านผีเรือน แล้วเอาเครื่องเซ่นดังกล่าวไปทิ้งในป่า จากนั้นเจ้าภาพจะจัดขันโตกเป็นสำรับอาหารประกอบด้วยข้าว กับข้าว เหล้า เทียน 1 คู่ เสื้อ ผ้าและเครื่องใช้ของคนในบ้าน จากนั้นหมอผีก็จะทำพิธีเรียกขวัญคนไข้ ด้วยการใช้ทัพพีไม้ไผ่เคาะกับขันโตก แล้วเสี่ยงทายหยิบข้าวสารในถ้วยวางในฝ่ามือพร้อมกับนับเมล็ดข้าวสาร ให้เป็นคู่ 3 ครั้งติดต่อกัน ถ้าครั้งที่ 1 เป็นคู่ ครั้งที่ 2 เป็นคี่ก็จะนับใหม่จนกว่าจะนับเป็นคู่ติดต่อกันทั้ง 3 ครั้ง หมอผีจึงจะถือว่า ขวัญกลับคืนมาที่ตัวคนไข้แล้ว จากนั้นหมอผีจะผูกขวัญไว้กับตัวคนไข้ โดยใช้ด้าย 3 เส้นผูกไว้ที่ข้อมือคนไข้ทั้ง 2 ข้าง แล้วให้พ่อแม่ญาติพี่น้องร่วมผูกข้อมือคนไข้ทุกคน เสร็จจากผูกข้อมือคนไข้จะรินเหล้าใส่แก้วที่วางอยู่ในขันโตกส่งให้หมอผี แล้วจึงรินเหล้าให้กับผู้อาวุโสเพศชายที่มาร่วมงานเพื่อร่วมกันหยัดเหล้า(คล้ายกรวดน้ำ) ขอพรต่อเจ้าที่และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หลังจากนั้นคนไข้จะรินเหล้าให้ทุกคน ถือเป็นเสร็จพิธีแล้วจึงร่วมกันรับประทานอาหาร

ส่าเหล่เด : พันธุ์พืชในพิธีกรรม และวิถีชีวิตชาวปวาเก่อญอ ป่าแม่แจ่ม

August 16th, 2010

ฉบับที่ 1 เดือนกุมภาพันธ์ 2553 ป่าแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่
สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้


เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ คณะทำงานโครงการอนุรักษ์และพัฒนาด้านความหลากหลายทางชีวภาพพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ลงพื้นที่บ้านห้วยบง  หมู่ที่  4  ตำบลบ้านจันทร์  อำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ พบ “แม่ญิง”  แม่บ้านกลุ่มหนึ่งกำลังซักผ้าอยู่ที่ห้วย ด้วยผลของพืชชนิดหนึ่ง  ใกล้ๆกันกลุ่มเด็กผู้ชายอาบน้ำอย่างสนุกสนาน และชำระล้างร่างกายด้วยผลของพืชชนิดเดียวกับแม่ญิง เราถามเขาเหล่านั้นว่า ฟองเกิดจากอะไร แม่ญิงและเด็กๆตอบว่า “หน่วยส่าเหล่เด”


แม่ลูกคู่หนึ่งพาพวกเราไปเก็บผลส่าเหล่เด ซึ่งร่วงหล่นอยู่บนพื้นป่า บริเวณป่าใกล้ๆหมู่บ้าน เราจึงทราบว่า ส่าเหล่เด ก็คือ ประคำดีควาย นั่นเองส่าเหล่เด หรือปะคำดีควาย เป็นไม้ยืนต้น ที่มีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของชุมชนชาวปวาเก่อญอ เพราะใช้ประโยชน์ได้เกือบทุกส่วน  ลำต้นใช้เป็นถ่านตำดินปืน หรือดินปะสิว ใบนำไปต้มเป็นอาหารเลี้ยงสุกร ส่วนผลต้มแล้วกลั่นน้ำยาเป็นผงซักฟอกเสื้อผ้า ทำสบู่ชำระร่างกาย สระผม คุณสมบัติส่าเหล่จากคำบอกเล่าชาวบ้านบอกว่า ส่าเหล่เดช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่นและสดชื่น นอกจากนี้ผลส่าเหล่เดยังใช้ในพิธีกรรมเกี่ยวกับการขอขมา ตอบแทนบุญคุณและรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ในชุมชน การท่องเที่ยวที่นำคนต่างถิ่นเข้ามาบ้านวัดจันทร์ ส่งผลให้ชาวปกาเกอญอ นำเมล็ดส่าเหล่เดมาประดิษฐ์ สร้อยลูกประคำคล้องคอ หรือสร้อยข้อมือ และกระดุม เป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวมากเท่ากับความน่าเป็นห่วง เพราะผลิตภัณฑ์ดังกล่าว หมายถึงการนำสายพันธุ์ของส่าเหล่เดออกจากพื้นที่นั่นเอง

ชื่อสามัญ มะคำดีควาย
ชื่อท้องถิ่น
ส่าเหล่เด
ชื่ออื่น
ประคำดีควาย
ชื่อวิทยาศาสตร์
Sapindus raruk DC.
วงศ์
SAPINDACEAE
ลักษณะ
ไม้ยืนต้น ผลัดใบขนาดกลาง สูงได้ถึง 25 เมตร พบทั่วไปในป่าดิบและป่าเบญจพรรณ พบบ่อยในป่าเสื่อมโทรมหรือริมลำธาร ภูมิประเทศที่ระดับความสูง 625-1,620 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง
ประโยชน์
เนื้อของผลมี saponin  มีฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย ชงกับน้ำร้อน ใช้ซักผ้าไหม ล้างเครื่องเพชรแทนสบู่ ใช้ทำยาฆ่าแมลง สบู่และแชมพู เป็นอาหารของหมูป่าและกวาง จึงช่วยกระจายเมล็ดโดยสัตว์ป่า

ตารางสรุปผลการปฏิบัติราชการตามคำรับ รองการปฏิบัติราชการของสำนักงานความ หลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ รอบ 9 เดือน

August 16th, 2010

ตารางสรุปผลการปฏิบัติราชการตามคำรับรองการปฏิบัติราชการของสำนักงานความ หลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ รอบ 6 เดือน ซึ่งผลการปฏิบัติราชการนั้นจะถูกแบ่งออกเป็น 4 มิติด้วยกัน ดังนี้ :

1.) มิติด้านประสิทธิผลตามแผนปฏิบัติราชการ ประกอบไปด้วย

1.1.)  ระดับความสำเร็จในการจัดการทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพป่าไม้ที่ชุมชน ดำเนินการพัฒนาหรือเพิ่มขึ้นโดยใช้ฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพป่าไม้

1.2.)  องค์ความรู้จากงานวิจัยในพื้นที่ป่าไม้

1.3.) ฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าไม้

2.) มิติด้านคุณภาพการให้บริการ ประกอบไปด้วย

2.1) ระดับความพึงพอใจของผู้รับบริการความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพป่าไม้

3.) มิติด้านประสิทธิภาพของการปฏิบัติราชการ ประกอบไปด้วย

3.1 ) ร้อยละของการเบิกจ่ายเงินงบประมาณรายจ่าย

3.2 ) ระดับความสำเร็จของการดำเนินการตามมาตรการประหยัดพลังงาน

4.)  มิติด้านพัฒนาองค์การ ประกอบไปด้วย

4.1 ) ร้อยละเฉลี่ยนถ่วงน้ำหนักความสำเร็จจากผลสัมฤิทธิ์ของการดำเนินการตามแผนจัดการความรู้


ท่านสามารถดาวน์โหลดเอกสารนี้ได้ตามลิงค์ด้านล่าง

.PDF ::  ดาวน์โหลดเอกสาร