การประชุมวิชาการเนื่องในปีสากลแห่ง ความหลากหลายทางชีวภาพ เรื่องข้อมูล พื้นฐานความหลากหลายทางชีวภาพที่มีการใช้ประโยชน์จากความรู้ตามขนบธรรมเนียมประเพณีหรือหลักปฏิบัติที่สืบทอดกันมา และภูมิปัญญาท้องถิ่น

August 27th, 2010

ดร.สุรางค์  เธียรหิรัญ ผู้อำนวยการสำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้  กรมป่าไม้ได้รับเชิญเป็นวิทยากร การประชุมวิชาการเนื่องในปีสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ เรื่อง “ข้อมูลพื้นฐานความหลากหลายทางชีวภาพที่มีการใช้ประโยชน์จากความรู้ตามขนบธรรมเนียมประเพณีหรือหลักปฏิบัติที่สืบทอดกันมา และภูมิปัญญาท้องถิ่น”   เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2553 ณ ห้องบอลรูม ซี โรงแรมมารวย การ์เด้นท์ จัดโดยสำนักความหลากหลายทางชีวภาพ สำนักงานแผนนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีผู้เข้ารับฟังทั้งจากส่วนราชการและองค์กรเอกชน จำนวน 60 คน


การบรรยายในครั้งนี้ กรมป่าไม้ ได้เสนอผลการดำเนินงานของโครงการอนุรักษ์และพัฒนาด้านความหลากหลายทางชีวภาพ การจัดทำฐานข้อมูลและองค์ความรู้ความหลากหลายทางชีวภาพป่าไม้ ซึ่งสามารถดูข้อมูลรายละเอียดได้ในเว็บไซต์ http://biodiversity.forest.go.th http://fbd.forest.go.th และ http://chm.forest.go.th และได้นำเอกสารเผยแพร่เรื่องเล่าจากพื้นที่บนเส้นทางความหลากหลายทางชีวภาพ แจกให้ผู้เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ด้วย



การติดตามผลการปฏิบัติงานพื้นที่จังหวัด แม่ฮ่องสอน

August 27th, 2010

ดร.สุรางค์ เธียรหิรัญ ผู้อำนวยการสำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้และคณะ ได้เข้าตรวจเยี่ยมและติดตามผลการปฏิบัติงานของโครงการอนุรักษ์และพัฒนาด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ระหว่างวันที่ 5 – 9 สิงหาคม 2553 ณ หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ มส.8 ต.เมืองปอน อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน โดยมี นายประเสริฐ เมืองมูล หัวหน้าโครงการฯ พร้อมด้วยคณะทำงานได้รายงานความก้าวหน้าและผลการดำเนินของโครงการฯ ปัญหาอุปสรรคในการทำงาน ซึ่งการติดตามผลครั้งนี้ทำให้ทราบถึงความก้าวหน้าโครงการ และผลการดำเนินงานในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน


การติดตามผลการปฏิบัติงานพื้นที่จังหวัด พิษณุโลก

August 27th, 2010

ดร.สุรางค์ เธียรหิรัญ ผู้อำนวยการสำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้และคณะ ได้เข้าตรวจเยี่ยมและติดตามผลการปฏิบัติงานของโครงการอนุรักษ์และพัฒนาด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ในพื้นที่ป่าห้วยเสน ณ จังหวัดพิษณุโลก ระหว่างวันที่ 11-13 สิงหาคม 2553 โดยมี ผอ. ชัยรัตน์ แสงปาน หัวหน้าโครงการฯ พร้อมด้วยคณะทำงานเข้าร่วมรายงานความก้าวหน้าผลการดำเนินงาน ซึ่งผลการตรวจติดตามครั้งนี้ทำให้ทราบถึงความก้าวหน้าและผลการดำเนินงานของโครงการฯ

ในครั้งนี้ ดร.สุรางค์และคณะได้เข้าพื้นที่ป่าห้วยเสนและให้ข้อเสนอแนะ ความรู้เพิ่มเติมด้านเห็ด ด้านพืชและไลเคนกับคณะทำงานในพื้นที่

ถักทอเส้นใย……เป็นฝ้ายกั้น

August 16th, 2010
ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม 2553 ป่าสงวนแห่งชาติป่าสาลีก จังหวัดน่าน
สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้

เดือนหน้าก็จะถึงประเพณีสำคัญของคนเมืองเหนือ นั่นคือ  ประเพณีปี๋ใหม่เมืองหรือประเพณีสงกรานต์นั่นเอง คนเมืองเหนือจะถือเอาวันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ มีการสู่ขวัญมัดแขนและส่งเคราะห์รดน้ำเพื่อเริ่มต้นปีใหม่จะได้เจอแต่สิ่งดีๆ สิ่งที่ไม่ดีจะไหลไปกับการส่งเคราะห์รดน้ำและปู่สังขารย่าสังขารในวันสังขารล่อง การสู่ขวัญ มัดแขน มีส่วนประกอบในพิธีที่สำคัญนั่นคือ ฝ้ายกั้น

ฝ้ายกั้น คือการนำเอาดอกฝ้ายที่แห้งดีแล้ว ใส่อีดเอาเม็ดออก แล้วใช้ก๋งยิงให้ดอกฝ้ายแตก พอแตกสวยดีแล้วก็จับดอกฝ้ายที่ได้ 1 กำมือ คลี่เป็นแผ่น ใช้ไม้ไผ่ผ่าซีกแล้วเหลาให้เป็นแท่งกลม เอาแผ่นดอกฝ้ายที่คลี่ไว้พันแล้วคลึงให้กลม เรียกว่าการล้อฝ้าย จากนั้นดึงออกจากไม้จะได้ฝ้าย 1 หาง เอาไปทอเป็นเส้น เหมือนการทอไหม เมื่อเต็มปั่นใช้เปี๋ยวนเอาเส้นด้ายออกจากปั่น จะได้ด้าย 1 ใน หรือ ฝ้าย 1 กั้น ใช้ในงานพิธีต่างๆ ของคนเมืองเหนือ โอกาสที่ใช้บ่อยที่สุด นั่นคือพิธีสู่ขวัญมัดแขน ในโอกาสต่างๆ เช่นงานแต่ง บวชนาค การสู่ขวัญหลังวันปี๋ใหม่เมือง เป็นต้น


ฝ้ายกั้น คือภูมิปัญญาที่ยังไม่เลือนหายไปจากคนเมือง เป็นวิถีชีวิตที่ดำเนินมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย แต่ในบางภาคและบางพื้นที่ในประเทศไทย ใช้เส้นด้ายสังเคราะห์แทนฝ้ายกั้นในงานพิธีต่างๆ ซึ่งด้ายสังเคราะห์จะมีความเหนียว ดึงให้ขาดได้ยาก แต่ที่คนเมืองยังใช้ฝ้ายกั้นเพราะหาง่าย ไม่เจ็บ เวลามัดแขนเพราะเส้นด้ายนุ่ม และดึงออกง่าย ที่สำคัญ ราคาถูก

ปล. ทางทีมงานต้องขอขอบคุณ แม่อุ้ยจันทร์ มะโนชัยในการให้ข้อมูล เรื่องฝ้ายกั้นค่ะ

ข้าวเบ๊อะ (ต่าพอพ่อ) จากป่าสนวัดจันทร์

August 16th, 2010

ฉบับที่ 3 เมษายน  2553 ป่าสนวัดจันทร์ จังหวัดเชียงใหม่
สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้


คำว่าข้าวเบ๊อะ  ผู้เขียนเชื่อว่าอาจมีหลายคนที่เคยได้ยินมาและอีกหลายผู้คนที่ยังไม่เคยได้ยินแท้จริงแล้วข้าวเบ๊อะ เป็นชื่ออาหารของชาว  ปกวาเก่อญอ ที่เรียกเป็นภาษาตนเองว่า ต่าพอพ่อ  เป็นอาหารที่มีความผูกพันและมีความหมายสำคัญกับวิถีชีวิตของชาวปกวาเก่อญอมาแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน


ยายเล่าให้ฟังว่าเมื่อก่อนชาวปกวาเก่อญอมีวิถีชีวิตอยู่ด้วยความยากลำบาก ข้าวไม่พอกิน ไม่มีข้าวปลาอาหารเหมือนปัจจุบัน  เมื่อถึงฤดูกาลทำไร่ชาวปกวาเก่อญอจะปลูกข้าวไร่ ปลูกพืชผักต่างๆลงไปในไร่ข้าวด้วย  พอข้าวออกรวงมาก็จะมีพวกนก หนู  หมูป่า สัตว์ป่าเข้ามาขโมยขุดกินทำลายข้าวของชาวบ้าน บางปีเกิดโรคข้าวระบาดขึ้นมาก็ไม่มียาไม่มีอุปกรณ์เครื่องมือในการที่จะปกป้อง รักษา ผลผลิตข้าวได้   แต่ละปีแต่ละครอบครัวก็ได้ข้าวปริมาณน้อยมาก บางครอบครัวกินได้ไม่กี่เดือนก็หมด  ครอบครัวที่มีลูกหลานมากยิ่งมีปัญหากับการมีข้าวไม่พอกิน ชาวบ้านในหมู่บ้านก็ต้องดูแลช่วยเหลือแบ่งปันให้ยืมกันในชุมชน


ทำยังไงถึงจะมีข้าวพอกิน และได้กินอิ่มกันทุกคนทุกมื้อ เป็นปัญหาที่ผู้นำชาวปกวาเก่อญอต้องแก้ไข ชาวบ้านจึงมีความคิดไปเก็บพืช ผัก ผลไม้ ในไร่ ในป่า ที่สามารถกินได้  ใส่รวมกันลงในหม้อพร้อมกับใส่ข้าวสารเพียงเล็กน้อย ต้มจนน้ำเดือดใส่เครื่องปรุงชนิดต่างๆที่มีอยู่ในไร่ พริก หอมกระเทียมฯลฯ  แล้วคนให้เข้ากันนานที่สุด  จนสุกให้เหลือน้ำเพียงเล็กน้อยแล้วยกลงมาเรียกให้ครอบครัวและชาวบ้านมากินกัน ทุกคนกินกันจนอิ่มและกลายเป็นอาหารที่ชื่นชอบ รสชาติอร่อย และเพียงพอสำหรับชาวบ้านทุกคน และนี่ก็เป็นที่มาของข้าวเบ๊อะนั่นเอง


จากนั้นมาอาหารง่ายๆก็กลายเป็นวิถีทางเลือกหนึ่งในการแก้ปัญหาความอดอยากข้าวให้กับชาวปกาเก่อญอในหมู่บ้าน พอเวลาชาวบ้านในชุมชนจะประกอบพิธีต่างๆในหมู่บ้าน ทุกครอบครัวก็จะทำแกง ต่าพอพ่อ (ข้าวเบ๊อะ)  เลี้ยงกันกินในงานพิธี

กลายเป็นความเชื่อของชาวปกาเก่อญอว่า  แกงต่าพอพ่อ หรือ  ข้าวเบ๊อะ เป็นแกงที่ศักดิ์สิทธิ์และมีความหมาย เนื่องจากพืชผักผลไม้และส่วนประกอบที่รวมกันอยู่  นั้นหมายถึง   ความรัก ความสามัคคีของชาวปกวาเก่อญอ ตั้งแต่บรรพบุรุษเชื่อกันว่า  ถ้าเราอยู่ในชุมชนหมู่บ้านรวมกันหลายคน     แล้วทำตัวเหมือนอย่างเรากิน แกงต่าพอพ่อ ที่บรรพบุรุษให้เรากินร่วมกันในถาดใหญ่ใบเดียวกัน  ก็แสดงว่าชุมชนนั้นจะเป็นชุมชนที่เต็มไปด้วยความรักความสามัคคี เอื้อเฟื้อต่อกัน และเป็นชุมชนที่มีความผูกพันกันมาก


ปัจจุบัน ต่าพอพ่อ (ข้าวเบ๊อะ) ก็ยังเป็นอาหารหลักที่นิยมของชาวปกวาเก่อญอ เป็นอาหารสำหรับต้อนรับแขกบ้านแขกเรือน ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วไป และเป็นอาหารที่สำคัญในพิธีกรรมต่างๆจำเป็นต้องมี จึงจะถือได้ว่าพิธีนั้นเป็นพิธีที่สมบูรณ์  เป็นอาหารที่มีรสชาดอร่อยมีคุณค่าทางธาตุอาหารครบ 5 หมู่ ที่ส่วนประกอบสามารถหาได้ในไร่ในป่าไม่ต้องซื้อจากภายนอกชุมชน นับเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายอย่างมาก ต่าพอพ่อ (แกงข้าวเบ๊อะ) จึงกลายเป็นเรื่องเล่าขานที่ยิ่งใหญ่สู่ลูกหลานของชาวปกวาเก่อญอ

เขียนบทความ แกงต่อพอพ่อ เรื่องนี้  เป้าหมายนอกจากการเผยแพร่แล้วผู้เขียนอยากให้ผู้ที่เป็นลูกหลานของ ต่าพอพ่อ ( แกงข้าวเบ๊อะ ) อ่านบทความนี้ และสำนึกถึงการดำเนินวิถีชีวิตของบรรพบุรุษ  และขอให้ ต่าพอพ่อ อยู่กับวิถิชีวิตของพวกเราตลอดไป