คำหัวแฮดดงทุ่งใหญ่

July 25th, 2010

ฉบับที่ 1 เดือนมีนาคม 2552 ป่าคำหัวแฮด จังหวัดอุดรธานี
สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้


“ทุ่งฝนแดนอีสาน คู่บ้านวัด โพศรีทุ่ง นุ่งผ้าลายหมี่ขิด ศักด์ิสิทธ์ิหลวงพ่อทองคำ เลิศล้ำ ข้าวเจ้า มะลิหอม งามพร้อมธรรมชาติหนองแล้ง ”

อำเภอทุ่งฝนเดิมเป็นเขตปกครองของอำ เภอหนองหาน จัง หวัด อดุรธานี มีพ้ืนที่ติดกับ ลำ น้ำ สงคราม และได้แยกการปกครองออกจากอำ เภอหนองหานเป็นกิ่ง อำ เภอทุ่ง ฝน เม่ือปี พ.ศ.2519 และได้จัดตั้งเป็นอำเภอเม่ือปีพ.ศ.2533แบ่งการปกครองออกเป็น4ตำบลคือ ตำบลทุ่งฝนตำบลทุ่งใหญ่ตำบลนาทมและตำบลนาชุมแสง มีประชากรทั้งหมด 32,821 คนตำบลทุ่งใหญ่แบ่งการปกครองออกเป็น 10 หมู่บ้าน บ้านทุ่งใหญ่ ตำบลทุ่งใหญ่ อำเภอทุ่งฝน จังหวัดอุดรธานี ตั้งขึ้นเมื่อประมาณปีพ.ศ. 2482 แบ่งการปกครองออกเป็น 2 หมู่บ้าน คือ หมู่บ้านทุ่ง ใหญ่หมู่ท่ี 1 มีจำนวน 179 หลังคาเรือน ประชากร 801 คน บ้านทุ่ง สี ทองหมู่ท่ี10 มีจำนวน 247 หลังคาเรือน ประชากร 1,162 คน

ประวัติความเป็นมาป่าคำหัวแฮด

เมื่อประมาณปี พ.ศ.2490 เดิมบ้านทุ่งใหญ่ยังเป็นเขตการปกครองของอำเภอหนองหานได้มีนายอำเภอหนองหานช่ือขุนแวว พรหม-ภักดี ได้เดินทางมาเย่ียมบ้านทุ่งใหญ่ และได้มองเห็นว่า ป่าท่ีอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของหมู่บ้านน่าจะอนุรักษ์ไว้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน จึงได้นำชาวบ้านหมายแนวเขตโดยการถากต้นไม้และ ถางเป็นแนวรอบป่า ได้เน้ือที่ประมาณ 2,000 ไร่ ต่อมาเม่ือปี พ.ศ. 2538 ได้มีการ ออกหนังสือสำคัญสำหรับท่ีหลวงและแบ่งป่าออกเป็น 3 ป่าคือป่าหัวคำแฮด มีเนื้อที่ 969-2-35 ไร่ ป่าโสกปลาดุกมีเน้ือท่ี 419-3- 54 ไร่ และป่าห้วยงูเหลือม

เน่ืองจากในอดีตได้มีราษฎรบุกรุกยึดถือ ครอบครองเอาที่ดินของนายอำเภอขุนแวว พรหมภักดีทำการหมายแนวเขตไว้จึงทำให้พ้ืนท่ีป่าสาธารณะประโยชน์แห่งน้ีมีพ้ืนท่ีลดลง และที่มาของคำว่า“ป่าคำหัวแฮด”นั้นเน่ืองจากใน อดีตป่าสาธารณะประโยชน์แห่งน้ีมีความอดุมสมบูรณ์มาากมีสัตว์ป่านานาชนิดอาศัยอยู่ และได้มี ชาวบ้านพบซากศพของแรดอยู่บริเวณขุนห้วย (ต้นน้ำ ) ของป่าแห่งน้ี ซ่ึงชาวอีสานเรียกแรดว่า “แฮด” จึงเป็นท่ีมาของป่าสาธารณะประโยชน์ ป่าคำ หัวแฮด และเป็นป่าต้นน้ำ ของลำ ห้วยทวนท่ี ไหลลงสู่ลำน้ำสงครามที่บริเวณตำ บลวังทอง และ ตำบลบ้านม่วง อำเภอบ้านดุง จังหวัดอดุรธานี ซึ่ง เป็นที่ตั้งของคำ ชะโนช เป็นที่นับถือของชาวทุ่งใหญ่ คือเจ้าพ่อศรีสุทโธ

ประวัติดอนปู่ตา

บ้านทุ่งใหญ่ ตั้งขึ้น เม่ือปี พ.ศ.2482 มีนายมุข นนทจักร เป็นผู้ใหญ่บ้าน คนแรกเดิมชาวบ้านยังไม่ทราบที่ดินที่เป็นดอนปู่ตาในปัจจุบันนั้นมีปู่ตา ดูแลรักษาป่าแห่งน้ีอยู่ ชาวบ้านก็เข้าไป เก็บหาของป่าหาอาหารในป่าแห่งน้ีเป็น ประจำ    ต่อมาได้มีราษฎรบ้านทุ่งใหญ่ ได้เจ็บ ป่วยแล้วมีเจ้าปู่ศรีสุทโธมาเข้าสิง และได้พูดว่า“ป่าแห่งน้ีเป็นของกู กูรักษามานานแล้ว ต่อไปน้ีพวกมึงต้อง ช่วยกูดูแลรักษาหวงแหนเอาไว้ วันพระห้ามเอาเกวียน    เอาฟืนเข้าบ้าน ห้ามตำข้าว ห้ามตัด ไม้    ห้ามฆ่าสัตว์ ยามเม่ือมีคนตายในบ้านก็ห้ามเช่นเดียวกัน ”    แต่ก่อนวัน เล้ียงดอนปู่ตาท่านนจะให้เห็นสัตว์เล้ียงของท่าน คืองูเหลือมใหญ่ หรือตะพาบ    หากมีคนลบหลู่ หรือไม่ปฏิบัติตามไปตัดไม้ ตัดหวายในเขตดอนปู่ตาก็จะมีอัน
เป็นไป ชาวบ้านจึงช่วยกันดูแลรักษาป่าดอนปู่ตาแห่งน้ีซ่ึงมเีน้ือที่ 8 ไร่ และเป็นที่เคารพนับถือ ของชาวบ้านทุ่ง

เจ้าหน้าท่ีและอาสาสมัครรวมทั้งชาวบ้านกราบไหว้ศาลดอนปู่ตาเพื่อขอเข้าทำงานในพื้นที่

สภาพป่าคำหัวแฮด นายสมปอง บุดดีคำ อาสาสมัคร นำหัวหน้าโครงการฯ และ หัวหน้าหน่วยฯ อด.3 (บ้านดุง) สำรวจ หลักเขตที่สาธารณะประโยชน

บ้านโป่งมะนาว แหล่งโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์สถานชุมชน

July 25th, 2010

ฉบับที่ 2 เดือนมีนาคม2552 ป่าเขาผาลาดจังหวัดสระบรุี
สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้


บ้านโป่งมะนาวตั้งอยู่ที่ตำบลห้วยขุนราม อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี ถึงแม้ว่า สถานที่ตั้งแหล่งโบราณคดีบ้านโป่งมะนาว จะอยู่ห่างจากพื้นที่ศึกษาโครงการอนุรักษ์ฯ ประจำพื้นที่จังหวัดสระบุรี เพียง 4 กม. ซึ่งเป็นบริเวณที่มีการขุดค้นพบสุสานของชุมชน สมัยก่อนประวัติศาสตร์ อายุราว 3,500 ปี มาแล้ว นักโบราณคดีสันนิฐานว่าอยู่ในช่วงของ ยุคเหล็ก พบภาชนะดินเผาขนาดใหญ่ เครื่องประดับ    ที่ทำด้วยลูกปัดหลากสี โครง กระดูกเพศชาย-เพศหญิง และโครงกระดูกทารก ชาวบ้านได้รวบรวมโบราณวัตถุมาจัด แสดงไว้ที่วัดโป่งมะนาว และในปัจจุบันได้รับความร่วมมือจากคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร มาทำการขุดค้นทางวิชาการโบราณคดีและจัดทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นไว้ที่วัดโป่งมะนาวโดยเปิดให้ประชาชนเข้าชมได้ทุกวันมีวิทยากรท้องถิ่นคอยแนะนำโดย ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าชม

แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ

นอกเหนือจากแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์แห่งบ้านโป่งมะนาวแล้ว ยังมีแหล่งท่องเท่ียวทางธรรมชาติที่ น่าสนใจ อาทิเช่น น้ำตกถ้ำผาแดง ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านซับเหว หมู่ที่ 6 ต.ซับสนุ่น อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี เป็นน้ำตกที่มีถ้ำ อยู่ภายใน ในช่วงหน้าฝนบริเวณหน้าผาจะมีน้ำไหลลงมา ตามหน้าผาอย่างสวยงาม การเข้าไปท่องเที่ยวชมน้ำตก ต้องใช้การเดินเท้าเข้าไปชมน้ำตก เป็นการช่วยสร้างความน่าตื่น ตาตื่นใจในการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติที่หาได้ยากในปัจจุบัน


บุญกุ้ม ข้าวชาวภูคำบก : ความรู้และวิธีปฏิบัติที่สืบทอดตาม ธรรมเนียมประเพณี

July 25th, 2010

ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม 2553 ป่าภูคำบก จังหวัดร้อยเอ็ด
สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้


วันเวลาของคนไทยแต่เดิมเป็นวงกลมนับกันเป็นรอบๆละ12เป็น12เดือน12ปีสัมพันธ์กับความเชื่อเรื่องจักรวาลคนอีสาน จึงมีประเพณีครบ 12 เดือน สำหรับงานบุญในเดือนนี้ วันที่18มกราคม2553ตรงกับขึ้น 3 ค่ำเดือน 3ชาวบ้านท่าสะอาดแห่ง ป่าภูคำบกหมู่ที่1ตำบลท่าสีดาอำเภอหนองพอก จังหวัด ร้อยเอ็ด ร่วมกันทำบุญกุ้ม ข้าว ณ ศาลากลางบ้าน อันเป็นที่ตั้ง “ เล้าข้าวรวม ” ของหมู่บ้าน กิจกรรมเริ่มตั้งแต่เย็นวันขึ้น 2 ค่ำด้วยการนิมนต์พระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์เย็น


เช้าวัน ขึ้น 3 ค่ำ เดือน3 ชาวบ้านทำ ข้าวจี่มาร่วมทำบุญ เลี้ยงพระเสร็จพิธิสงฆ์ เข้าสู่พิธีสู่ขวัญข้าว โดยชาวบ้านนาข้าวเปลือกเต็ม กระบุงมารวมเป็นกองใหญ่ (กุ้มข้าว) แล้วจัดเครื่องบูชาหรือเครื่องคาย ประกอบด้วย ใบคูณ ใบยอ ขันหมากเบ็งห้าชั้น 2 ขัน กระทงเก้าห้องใส่เครื่องบดพลีมีหมากพลู บุหรี่ ข้าวตอกดอกบานไม่รู้โรย ดอกรัก ถั่ว งาอาหารคาวหวานหมากไม้เหล้าไห ไก่ตัว ไข่ไก่ ข้าวต้มมัด เผือก มัน มันแข็ง มันอ่อน มันนก ข้าวต้ม ใส่น้ำอ้อย ต้นอ้อย ขันห้า ขันแปด เทียน กิ่งธูป ประทีป แป้งหอม น้ำหอม พานใส่แหวน หวีกระจกเครื่องนอนมีสาดอ่อนหมอนลายหมอนพิง แป้งน้ำฟักแฟงฟักทอง กล้วยตานี กล้วยอีออง เงินคายหนึ่งบาท หนึ่งเฟื้อง พิธีกรรมกระทำโดยหมอสูต จะนั่งหน้าเครื่องบูชา หันหน้าไปทิษที่ เป็นมงคลประจำวันไหว้พระรัตนตรัย ป่าวสัคเคชุมนุมเทวดา แล่วอ่านคำสูตขวัญข้าวในขณะที่หมอสูตร่ายคำอยู่นั้น จะมีคน 2 คน ยืนอยู่ข้างๆประตูเล้าข้าว คอยส่งเสียงร้องเรียกขวัญข้าว“มาเด้อขวัญเด้อ”เป็นระยะๆสอดคล้องกับคาสูตของหมอสูตเมื่อว่าคำสูตจบเป็นอันเสร็จพิธี    เครื่องบูชาทั้งหลายให้วางไว้ที่เดิมอีก 7 วัน  ข้าวเปลือกทั้งหมดจะเก็บในเล้ารวม เพื่อเป็นพันธุ์ข้าวปลูกและกินสำหรับ ชาวบ้านที่ต้องการต่อไป พ่อ บุญมา สีเลา ชาวบ้านท่าสะอาดที่เคร่งครัดต่อประเพณีพื้น บ้าน กล่าวว่า บุญกุ้มข้าว   ทำขึ้นเพื่อระลึกถึงพระคุณของแม่โพสพ สร้างขวัญกำลังใจให้กับช้าวบ้าน และเสริมสิริมงคลแก่เล้าข้าว โดยมีความเชื่อเรื่องฟ้าไขประตูฝน และปรากฏการณ์มหัสจรรย์ของสัตว์และพืชรองรับ



ความเชื่อของชาวบ้านเชื่อว่าวันข้ึน3ค่ำ เดือน3เป็นวันที่ฟ้าไขประตูฝนจะมีเสียงฟ้าร้องทิศที่ได้ยินเสียงฟ้าร้อง เป็นสัญญาณบอกน้าฝนที่จะตกลงมากล่าวคือ ถ้าฟ้าร้องทิศบูรพาทำนายว่าฝนดีข้าวสมบรูณ์,ทิศอาคเนย์-ฝนน้อยนาแล้ง, ทิศทักษิณ-ฝนมากน้ำท่วมข้าวเสียหายสองในห้าส่วน,ทิศหรดี-ฝนดีน้ำพอเหมาะ,ทศิปัจจิม-ฝนแล้งน้ำน้อยข้าวแห้งตาย, ทิศพายัพ – ฝนปานกลาง ข้าวได้ผลก่ึงหน่ึง , ทิศอุดร – ฝนดีข้าวดี , ทิศอีสาน – ฝนดีตลอดปีข้าวสมบูรณ์ดี เกี่ยวกับปรากฎการณ์มหัศจรรยข์องสัตว์และพืชในวันน้ีคือ กบบ่มีปาก นากบ่มีรูทวาร มะขามป้อมหวาน อธิบายได้ว่าในวันดังกล่าวกบจำศีลจึงไม่มีปาก ไม่กินอาหาร นากบ่มีรูทวารคือนากจำศีลไม่กินไม่ถ่าย สาหรับมะขามป้อม คือ ปกติเป็นตรีผลามีรสเปร้ียว ฝาด ขม สามรสในผลเดียวกัน ก็จะมีรสหวานในวันขึ้น 3 ค่ำเดือน 3

สาระของบุญกุ้มข้าว ต่อวิถีชีวิตของชาวนาคือเตือนตน ให้พร้อมในอาชีพรู้กตญัญูต่อธรรมชาติรู้เสียสละเพื่อส่วนร่วม และเกิดการแลกเปลี่ยนพันธุ์พืช บุญกุ้ม ข้าวของชาวท่าสะอาดแห่งภูคำบก จึงเป็นความรู้ และวิธีปฏิบัติที่สืบทอดตามธรรมเนียมประเพณีที่เก่ียวข้องกับการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน ที่เราต้องเคารพสงวนรักษาและธำรงไว้ตามมาตรา8(j)ของ อนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพ


ข้อมูลโดยแมงสะดิ้ง KM101 โครงการอนุรักษ์และพัฒนาด้านความหลากหลายทางชีวภาพพ้ืนที่ลุ่มน้ำชี

มนต์รักดอกแค

July 25th, 2010

ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม 2553 ป่าเขาผาลาดจังหวัดสระบุรี
สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้


ท่ามกลางอุณหภูมิสูงของหน้าร้อนและความร้อนระอุ ของเขาหินปูนที่มีต้นไม้ปกคลมุไม่มากนักช่างเป็นบรรยากาศที่ แสนโหดร้ายยยิ่ง สำหรับ นักสำรวจมือใหม่ทั้งหลายที่ขึ้นมาสำรวจบริเวณยอดเขาหินปูน ของเขาผาลาด ต.ซับสนุ่น อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี
และเมื่อมาถึงยอดเขาอันแสนร้อนแล้วก็ต้องพบกับ ความแปลกใจอย่างหนึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้อย่างยิ่ง เมื่อมีดอกไม้ชนิดหนึ่งเบ่งบานและส่งกลิ่นหอมอ่อนๆให้บรรดา นักสำรวจทั้งหลายได้ชื่นใจกันบ้าง สีของดอกไม้นั้นเป็น สีขาวอมชมพูตัดกับสีเทาดำของยอดหินปูนอันแหลมคมอย่าง เห็นได้ชัดหลายคนถึงกับตะลึงในความอัศจรรย์กันเลยทีเดียว ไม้ดอกที่กล่าวถึงนั้น ชื่อว่า “แคสันติสุข” Santisukia kerrii (Barnett & Sandwith) Brummit

แคสันติสุขเป็นไม้ต้นขนาดเล็ก ลำต้นมัก แคระแกร็น ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ กลีบเล้ียง ติดกัน เป็นหลอดคล้ายๆรูประฆัง กลีบดอกสีขาว อมชมพูหรือสีชมพูเข้ม หลอดกลีบทรงกระบอก รูประฆังปากกว้างผลแบบแคปซูลรูปขอบขนาน
แคสันติสุขนั้น เป็นไม้ถิ่นเดียวพบเฉพาะ เขาหินปูนเท่านั้น ระดับ ความสูงประมาณ50-100 เมตร ความสวยงามของดอกสีขาวอมชมพและ กลิ่นหอมอ่อนๆทำให้พวกเรานักสำรวจหายเหนื่อย เป็นปลิดทิ้ง กันเลยทีเดียว
แม้แต่ต้นไม้ต้นเล็ก ๆ ยังออกดอก สวยงามท่ามกลางหินปูนอันร้อนระอุได้ช่าง หน้าอัศจรรย์จริง ๆ


หมุนเลนส์ส่องถ้ำ

July 25th, 2010

ฉบับที่ 3 เดือนเมษายน 2552 ป่าเขาผาลาด จังหวัดสระบุรี
สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้กรมป่าไม้


การสำรวจถ้ำป่าเขาผาลาด ของโครงการอนุรักษ์ฯ จ.สระบุรี



บริเวณพื้นที่ป่าเขาผาลาด ต.ซับสนุ่น อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี มีสภาพทั่วไปของป่า เป็นป่า เบญจพรรณเขาหิน ปูน พรรณไม้ที่พบส่วนใหญ่จะเป็นต้นมะค่าโมง ไม้สุก มะเกลือ โมกราชินี กล้วยไม้ป่่า เป็นต้น จากการสำรวจพื้นที่ป่าเขาผาลาด จะพบพรรณไม้และสัตว์หลากหลายชนิด จากการสำรวจพื้นที่ศึกษาโครงการอนุรักษ์ฯ ประจำพื้นที่จังหวัดสระบุรี มีการพบถ้ำทางด้านทิศเหนือของพื้นที่ศึกษา โครงการฯ เป็นถ้ำขนาดใหญ่ลึก ประมาณ 40 เมตรภายในถ้ำพบค้างคาวมงกุฎจมูกยาวใหญ่ ( Rhinolophusyunanensis) วงศ์ Rhinolophidae ซึ่งเป็นค้างคาวจำพวกกิน แมลง (SUBORDER MICROCHIROPTERA)

ค้างคาว มีความสำคัญ ต่อระบบนิเวศของป่า

1. ค้างคาวมีส่วนช่วยในการรักษาไว้ซึ่ง โครงสร้าง ความหลากหลายและการหมุนเวียนพลังงาน ในระบบนิเวศของป่าไม้ โดยจะช่วยผสมเกสร หรือกระจายเมล็ด พันธุ์ไม้ นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยในการสงวนรักษา ความ หลากหลายของพันธุกรรมของพืชป่าไว้ ซึ่งจะใช้ในการ ปรับปรุงพันธุ์พืชบ้านในยามที่อ่อนแอ
2. เป็นผู้คืนชีวิตให้ป่า ในพื้นที่ป่าถูกทำลายไม้ บุกเบิกกลุ่มแรกนี้ จะเป็นไม้ที่ค้างคาวเป็นผู้พามาทั้งนี้ เนื่องจาก ค้างคาวมีลักษณะ การหากินที่แตกต่างจากสัตว์ชนิด อื่น ๆ กล่าวคือ ค้างคาว จะถ่ายมูล ในขณะที่บินหากิน
3. ช่วยรักษาสมดุลของแมลงในธรรมชาติ ซึ่ง ช่วยป้องกันไม่ให้ศัตรูพืชระบาด ค้างคาวกินแมลงนับว่ามี บทบาทสาคัญในระบบนิเวศน์ โดยที่ค้างคาวเป็นตัวช่วย ควบคุมแมลงตามธรรมชาติที่สำคัญ
4. มูลค้างคาวมีสารชนิดหนึ่งซึ่งเรียกว่าเกลือไนเตรต (nitrate) เกลือนี้นำไปใช้เป็นปุ๋ยได้ดี เพราะให้ธาตุ ไนโตรเจนที่จำเป็นต่อ การเจริญเติบโต ของพืชปริมาณสูงมาก คือ 3.36 เปอร์เซนต์ เมื่อเทียบกับมูลเป็ดมีเพียง 0.85 เปอร์เซนต์ เท่านั้น

ค้างคาวมงกุฎจมูกยาวใหญ่ ณ ถ้าเขาผาลาด